ปีนี้แทบทุกโรงแรมที่ผมเข้าไปคุยด้วยถามคำถามเดียวกันว่า แขกที่ถาม ChatGPT ว่าพักไหนดีในเชียงใหม่ แล้วเดินมาถึงเว็บเราจริง มีกี่คน คำตอบคือดูได้จาก GA4 ที่โรงแรมติดอยู่แล้ว ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม แต่ต้องรู้ว่าตัวเลขมันซ่อนอยู่ตรงไหน เพราะ GA4 ไม่ได้แยกช่องทาง AI ให้ตั้งแต่แรก มันโยนแขกกลุ่มนี้ไปปนอยู่ใน Referral กับลิงก์จากเพจรีวิวและบล็อกท่องเที่ยว บทความนี้จะพาทำ 3 อย่าง คือดูแบบเร็วใน 10 นาที ตั้ง custom channel group ให้ขึ้นในรายงานทุกครั้ง และอ่านพฤติกรรมของแขกกลุ่มนี้ให้ออกว่าเขากดจองไหม พร้อมข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเอาตัวเลขไปโชว์ GM

ทำไมโรงแรมต้องแยก traffic จาก AI ออกมาดูต่างหาก

เพราะถ้าไม่แยก งาน GEO และ AEO ที่ทีมลงแรงทำไป ไม่ว่าจะเป็น FAQ, schema หรือ llms.txt จะไม่มีตัวเลขไหนบอกเลยว่าได้ผล และสิ่งที่วัดไม่ได้ก็มักถูกตัดงบเป็นอย่างแรก การแยก AI ออกมาเป็นช่องทางของตัวเองทำให้คุณตอบ GM ได้ใน 1 บรรทัดว่าเดือนนี้มีแขกจาก AI กี่ session และกี่คนกดไปถึงหน้าจอง

เหตุผลที่สองสำคัญกว่าเรื่องรายงาน แขกที่มาจาก AI มักมาพร้อมคำถามที่เฉพาะเจาะจงมาก เช่น โรงแรมใกล้โรงพยาบาลที่รับสัตว์เลี้ยง หรือที่พักติดทะเลที่มีห้องครอบครัว 4 คน เขาไม่ได้มาเพื่อเริ่มหา เขามาเพื่อยืนยันก่อนจอง ถ้าคุณรู้ว่าคนกลุ่มนี้ลงหน้าไหนและติดตรงไหน คุณจะแก้จุดเล็กมากในเว็บแล้วเห็นผลที่ยอดจองตรงเร็วกว่าการไล่ปรับทั้งเว็บ

เหตุผลที่สามคือแนวโน้ม แขกต่างชาติที่มาไทยจำนวนไม่น้อยวางแผนทริปด้วย AI ตั้งแต่ก่อนซื้อตั๋ว ส่วนคนไทยเองก็เริ่มถาม Gemini กับ ChatGPT เรื่องที่พักเพิ่มขึ้นชัดเจน ตัวเลขวันนี้อาจยังเล็ก แต่โรงแรมที่เริ่มเก็บ baseline ตั้งแต่ตอนนี้จะเป็นคนเดียวที่รู้ว่าปีหน้าโตมาจากตรงไหน

GA4 เห็นแขกจาก ChatGPT ไหม แล้วมันไปซ่อนอยู่ตรงไหน?

เห็นครับ แต่ GA4 จัดแขกกลุ่มนี้ไว้ใน channel ชื่อ Referral โดยอัตโนมัติ และบางส่วนตกไปอยู่ใน Unassigned คุณจึงไม่เห็นคำว่า AI ในรายงานมาตรฐานเลย ต้องเจาะลงไปที่ระดับ source ถึงจะเจอ

กลไกคือเมื่อแขกคลิกลิงก์ในหน้าต่างแชตของ AI เบราว์เซอร์จะส่ง referrer มาบอกเว็บคุณว่ามาจากโดเมนไหน GA4 ก็เอาโดเมนนั้นมาเป็น source เช่น chatgpt.com หรือ gemini.google.com บางผู้ช่วยอย่าง ChatGPT ยังแปะพารามิเตอร์ utm_source=chatgpt.com ติดมากับลิงก์ด้วย จึงเห็นชัดขึ้น แต่ก็ทำให้ medium บางครั้งขึ้นเป็น (not set) และตกไป Unassigned นี่คือเหตุผลที่ตอนตั้งเงื่อนไขในหัวข้อถัดไป ผมแนะนำให้จับจาก source อย่างเดียว ไม่ผูกกับ medium

มีอีกกรณีที่ต้องรู้ไว้ก่อนจะไปอวดใคร ลิงก์จาก Google AI Overview และ AI Mode ที่โผล่ในหน้าค้นหา Google จะเข้ามาเป็น google / organic เหมือนการค้นหาปกติทุกประการ ทั้งใน GA4 และใน Google Search Console ไม่มีทางแยกออกจากกันได้ ดังนั้นตัวเลข AI ที่เราจะตั้งค่าในบทความนี้คือ AI ที่เป็นแอปแชตแยกต่างหาก ไม่รวมส่วนที่ Google ตอบในหน้าค้นหาของตัวเอง

ผู้ช่วย AIsource ที่มักเห็นใน GA4channel ที่ GA4 จัดให้เองสิ่งที่ต้องรู้
ChatGPTchatgpt.com, chat.openai.comReferral หรือ Unassignedมักมี utm_source=chatgpt.com ติดมา medium อาจเป็น (not set)
Geminigemini.google.comReferralถ้าแขกใช้ผ่านแอปมือถือ บางส่วนไม่ส่ง referrer และกลายเป็น Direct
Google AI Overview และ AI ModegoogleOrganic Searchแยกจาก Google ปกติไม่ได้ ทั้ง GA4 และ Search Console
Perplexityperplexity.aiReferralแขกต่างชาติใช้เยอะกว่าคนไทย เห็นบ่อยในโรงแรมที่มีหน้าภาษาอังกฤษ
Microsoft Copilotcopilot.microsoft.comReferralบางส่วนเข้ามาเป็น bing.com ซึ่งปนกับการค้นหา Bing ปกติ
Claudeclaude.aiReferralปริมาณยังน้อย แต่ควรนับรวมไว้ตั้งแต่แรกเพื่อให้ baseline ครบ

วิธีดู AI traffic แบบเร็วใน 10 นาที โดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรเลย

เข้า GA4 ไปที่ Reports แล้วเลือก Acquisition และ Traffic acquisition จากนั้นเปลี่ยน primary dimension จาก Session default channel group เป็น Session source / medium แล้วพิมพ์คำว่า chatgpt ลงช่องค้นหาเหนือตาราง เท่านี้ก็เห็นแล้วว่ามีกี่ session ที่มาจาก ChatGPT ในช่วงเวลาที่เลือก

  1. เปิด GA4 property ของเว็บโรงแรม ตั้งช่วงเวลาที่มุมขวาบนเป็น 90 วันล่าสุด เพราะตัวเลข AI ยังน้อย ถ้าดูแค่ 7 วันจะเห็นแต่เลข 0 กับ 1 แล้วสรุปอะไรไม่ได้
  2. ไปที่ Reports แล้วคลิก Acquisition จากนั้นเลือก Traffic acquisition
  3. คลิกลูกศรข้างชื่อคอลัมน์แรกของตาราง เปลี่ยนเป็น Session source / medium
  4. พิมพ์ chatgpt ในช่องค้นหา จดตัวเลข Sessions, Engagement rate และ Key events ไว้ แล้วทำซ้ำกับคำว่า gemini, perplexity, copilot และ claude
  5. รวมตัวเลขทั้งหมดเป็น AI รวม 1 บรรทัด แล้วเทียบกับบรรทัด google / organic ในช่วงเวลาเดียวกัน

วิธีนี้ใช้ได้ทันทีและเหมาะกับการตอบคำถามเร็ว แต่มีจุดอ่อน 2 อย่าง คือต้องมาพิมพ์ค้นทีละคำทุกครั้ง และเวลา export ไปใส่รายงานประจำเดือน ตัวเลขจะกระจัดกระจาย ถ้าโรงแรมคุณตั้งใจจะดูเรื่องนี้ต่อเนื่อง ให้ลงแรงตั้ง custom channel group 1 ครั้งตามหัวข้อถัดไป แล้วมันจะโผล่ในรายงานตลอดไป

ตั้ง custom channel group ชื่อ AI ให้ขึ้นในรายงานทุกครั้ง

Custom channel group คือการบอก GA4 ว่าถ้า source ตรงกับรายชื่อโดเมน AI ให้จัดเข้า channel ชื่อ AI Assistants แทนที่จะโยนไป Referral ตั้งครั้งเดียวใช้เวลาประมาณ 15 นาที และหลังจากนั้นทุกรายงานที่เคยดูเป็น channel จะมีบรรทัด AI เพิ่มขึ้นมาเองโดยไม่ต้องกรองอะไรอีก

  1. ไปที่ Admin ซึ่งเป็นรูปเฟืองมุมล่างซ้าย ในส่วน Data display เลือก Channel groups แล้วกด Create new channel group
  2. ตั้งชื่อกลุ่มให้จำง่าย เช่น Channels with AI ระบบจะคัดลอก channel มาตรฐานทั้งหมดมาให้เป็นฐานตั้งต้น
  3. กด Add new channel ตั้งชื่อว่า AI Assistants
  4. ตั้งเงื่อนไขเป็น Source แล้วเลือก matches regex จากนั้นวางค่าต่อไปนี้ลงไป chatgpt\.com|chat\.openai\.com|gemini\.google\.com|perplexity\.ai|copilot\.microsoft\.com|claude\.ai สังเกตว่าเราไม่ตั้งเงื่อนไขเรื่อง medium เลย เพื่อให้จับได้ทั้งกรณี referral และ (not set)
  5. ลาก channel ใหม่นี้ขึ้นไปอยู่เหนือ Referral และ Unassigned ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะ GA4 จับคู่จากบนลงล่าง ถ้า Referral อยู่ก่อน แขกจาก AI จะถูกคว้าไปอยู่ใน Referral ก่อนถึงบรรทัดของเรา
  6. กด Save แล้วกลับไปที่ Traffic acquisition เปลี่ยน primary dimension เป็น Session Channels with AI หรือชื่อที่คุณตั้ง จะเห็นบรรทัด AI Assistants แยกออกมาทันที

เรื่องที่คนมักพลาด 3 อย่าง อย่างแรก จุดในชื่อโดเมนต้องมีแบ็กสแลชนำหน้าเสมอ ไม่เช่นนั้น regex จะตีความจุดเป็นตัวอักษรอะไรก็ได้ และอาจไปจับโดเมนอื่นที่ชื่อคล้ายกันเข้ามา อย่างที่สอง GA4 โดยทั่วไปจะคำนวณ channel group ที่ตั้งใหม่ย้อนหลังให้ด้วย จึงดูข้อมูลเดือนก่อนได้ทันที แต่ถ้ายังไม่เห็น ให้รอ 24 ถึง 48 ชั่วโมงก่อนสรุปว่าตั้งผิด อย่างที่สาม รายชื่อโดเมน AI เปลี่ยนทุกไตรมาส ให้ตั้งปฏิทินทบทวนรายชื่อนี้ทุก 3 เดือน โดยกลับไปใช้วิธีค้นด้วย Session source / medium เพื่อหาโดเมนใหม่ที่ยังหลุดอยู่ใน Referral

ถ้าโรงแรมคุณใช้ booking engine ที่อยู่คนละโดเมนกับเว็บหลัก ให้เช็กว่าตั้ง cross-domain measurement ไว้แล้ว ไม่เช่นนั้นตอนแขกกดปุ่มจอง GA4 จะเริ่ม session ใหม่และนับแขกคนเดิมเป็น referral จากเว็บตัวเองแทน ตัวเลขการจองของช่อง AI จะหายไปทั้งที่แขกจองจริง

แขกที่มาจาก AI ต่างจากแขกที่มาจาก Google อย่างไร และควรอ่านเลขไหน?

ปริมาณน้อยกว่ามาก แต่โดยทั่วไปเข้าลึกกว่าและตั้งใจกว่า เพราะเขาผ่านการคัดเลือกมาแล้วในหน้าต่างแชต ตัวเลขที่ควรดูสำหรับช่องนี้จึงไม่ใช่ Sessions แต่เป็น Engagement rate, Key events และ Landing page ถ้าดูแค่ Sessions คุณจะสรุปผิดว่าช่องนี้ไม่สำคัญ

ก่อนจะอ่านตัวเลข ให้ตั้ง key event ที่มีความหมายกับโรงแรมจริงเสียก่อน อย่างน้อยที่สุดคือการคลิกปุ่มจองที่พาไป booking engine และถ้าตั้งได้ลึกกว่านั้นคือการเริ่มขั้นตอนจองหรือจองสำเร็จ หลายโรงแรมเปิด GA4 มาแล้วมี key event แค่ page_view ซึ่งไม่บอกอะไรเลยว่าแขกกลุ่มไหนจองมากกว่ากัน

ตัวเลขใน GA4อ่านอย่างไรสำหรับช่อง AIระวังอะไร
Sessionsใช้ดูแนวโน้มเทียบเดือนก่อน ไม่ใช่ดูค่าสัมบูรณ์เลขหลักสิบต่อเดือนเป็นเรื่องปกติของโรงแรมขนาดเล็กถึงกลาง อย่าเพิ่งตัดสิน
Engagement rateถ้าสูงกว่า google / organic แปลว่าหน้าที่ AI ส่งแขกมา ตรงกับสิ่งที่แขกถามถ้าต่ำผิดปกติ มักเพราะ AI ส่งไปหน้าที่ลิงก์เสียหรือหน้าภาษาไม่ตรงกับแขก
Key events ต่อ sessionตัวเลขที่ GM ควรเห็น เทียบกับช่อง Organic Search และ Referral จาก OTAต้องมี key event ที่เป็นการคลิกจองจริง และตั้ง cross-domain ไว้แล้ว
Landing pageบอกว่า AI อ่านหน้าไหนของเว็บเข้าใจและเลือกส่งแขกมาหน้าที่ถูกส่งมาบ่อยแต่ไม่กดจอง คือหน้าที่ต้องแก้เป็นอันดับแรก
Country และ Languageดูว่าแขก AI เป็นต่างชาติหรือคนไทย เพื่อตัดสินว่าจะลงแรงหน้าภาษาไหนแขกต่างชาติที่ลงหน้าภาษาไทยคือสัญญาณว่า hreflang หรือหน้าอังกฤษมีปัญหา

วิธีเทียบที่ยุติธรรมคือเอาช่อง AI Assistants วางข้างกับ Organic Search และ Referral ในช่วงเวลาเดียวกัน 90 วัน แล้วดูเฉพาะอัตราส่วน ไม่ใช่จำนวน ถ้า key events ต่อ session ของ AI สูงกว่า แม้ปริมาณจะน้อย นั่นคือหลักฐานว่าควรลงแรงกับหน้าที่ AI ชอบส่งแขกมาเพิ่ม ไม่ใช่หลักฐานว่าควรเลิกทำ SEO กับ Google

แขกจาก AI ลงหน้าไหนของเว็บ และตัวเลขนั้นบอกอะไรเราบ้าง

แขกจาก AI มักไม่ลงหน้าแรก แต่ลงหน้าที่ตอบคำถามเฉพาะ เช่น หน้าห้องพักประเภทใดประเภทหนึ่ง หน้า FAQ หน้าวิธีเดินทาง หรือหน้าสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งต่างจากแขก Google ที่ค้นชื่อโรงแรมแล้วลงหน้าแรกเป็นส่วนใหญ่ หน้าที่ AI เลือกส่งแขกมาคือหน้าที่ AI อ่านแล้วเข้าใจ นี่คือข้อมูลที่มีค่าที่สุดในบทความนี้

วิธีดูคือไปที่ Explore สร้าง Free form ใหม่ ใส่ dimension เป็น Session source และ Landing page + query string ใส่ metric เป็น Sessions, Engagement rate และ Key events แล้วใส่ filter ให้ Session source ตรงกับ regex ชุดเดียวกับที่ใช้ตั้ง channel group เรียงตาม Sessions จากมากไปน้อย คุณจะได้ตารางหน้าที่ AI ส่งแขกมาเรียงกันพร้อมผลลัพธ์ของแต่ละหน้า

อ่านตารางนี้ 3 มุม มุมแรก หน้าที่ถูกส่งมาบ่อยและ key events สูง คือแม่แบบที่ควรเอาโครงไปใช้กับหน้าอื่น ลองดูว่าหน้านั้นมีอะไรที่หน้าอื่นไม่มี เช่น มีคำตอบตรงคำถามในย่อหน้าแรก มีราคาเริ่มต้น มีรายการสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นข้อ หรือมี FAQ schema มุมที่สอง หน้าที่ถูกส่งมาบ่อยแต่ไม่กดจอง มักเป็นหน้า FAQ หรือหน้าบทความที่ตอบคำถามจบแล้วไม่มีปุ่มจองใกล้มือ แก้ง่ายด้วยการเพิ่มปุ่มจองและราคาเริ่มต้นไว้ใต้คำตอบ มุมที่สาม หน้าที่คุณคิดว่าสำคัญแต่ไม่เคยถูก AI ส่งแขกมาเลย เช่น หน้าห้อง Suite หรือหน้าจัดเลี้ยง นั่นแปลว่า AI อ่านหน้านั้นไม่ออกหรือไม่เจอ ให้กลับไปเช็ก title, ย่อหน้าแรก และ structured data ของหน้านั้น

ของแถมที่หลายโรงแรมมองข้าม คือ query string ที่ติดมากับ landing page บางครั้ง AI แปะพารามิเตอร์มาด้วย ทำให้พอเดาได้ว่าแขกคุยอะไรกับ AI ก่อนคลิก ถึงจะไม่เห็นคำถามเต็ม แต่การเห็นว่าแขกส่วนใหญ่ลงหน้าที่พูดถึงที่จอดรถหรือการเดินทางจากสนามบิน ก็พอบอกแล้วว่าโรงแรมคุณถูกเอ่ยถึงในบริบทไหน

ตัวอย่างสถานการณ์: โรงแรมขนาด 80 ห้องในเชียงใหม่

ขอยกตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพการอ่านตัวเลขทั้งชุด ตัวเลขจริงของแต่ละโรงแรมต่างกันมากตามทำเล ภาษาของเว็บ และสัดส่วนแขกต่างชาติ โรงแรมขนาด 80 ห้องแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ มีทีมการตลาด 2 คน ทำ FAQ และ Hotel schema ไปเมื่อ 4 เดือนก่อน แล้ว GM ถามว่าทำแล้วได้อะไร

ทีมตั้ง custom channel group ตามวิธีข้างบน แล้วเปิดดูย้อนหลัง 90 วัน พบว่าช่อง AI Assistants มี 62 sessions เทียบกับ Organic Search 4,100 sessions ถ้าหยุดอ่านตรงนี้ GM จะบอกว่าไม่คุ้ม แต่พอดูอัตราส่วน Engagement rate ของ AI อยู่ที่ 71% เทียบกับ 48% ของ Organic Search และ key event คลิกปุ่มจองต่อ session อยู่ที่ 9.7% เทียบกับ 3.1% แปลว่าแขก AI ทุก 10 คน มี 1 คนเดินไปถึง booking engine

พอเจาะ landing page พบว่า 3 หน้าที่ AI ส่งแขกมาบ่อยสุดคือ หน้าห้อง Deluxe ภาษาอังกฤษ หน้าวิธีเดินทางจากสนามบินเชียงใหม่ และหน้า FAQ ซึ่งมีคำถามเรื่องนำสัตว์เลี้ยงเข้าพัก หน้าแรกไม่ติดใน 5 อันดับเลย ส่วนหน้าที่กดจองน้อยที่สุดคือหน้า FAQ เพราะปุ่มจองอยู่ที่เมนูด้านบนเท่านั้น และไม่มีราคาเริ่มต้นให้แขกตัดสินใจ

สิ่งที่ทีมทำต่อใน 2 สัปดาห์ถัดมา คือเพิ่มกล่องราคาเริ่มต้นและปุ่มจองไว้ใต้ทุกคำตอบในหน้า FAQ เอาโครงของหน้าห้อง Deluxe ไปปรับใช้กับหน้าห้อง Family ที่ไม่เคยถูก AI ส่งแขกมาเลย และเขียนหน้าใหม่ 1 หน้าเรื่องนโยบายสัตว์เลี้ยงแบบละเอียด เพราะเห็นชัดว่าแขกถาม AI เรื่องนี้แล้วมาถึงเว็บ รายงานที่ส่ง GM เดือนนั้นมีแค่ 4 บรรทัด คือ sessions จาก AI, อัตราคลิกจองเทียบกับ Google, หน้าที่ AI ชอบ และสิ่งที่แก้ไป GM เข้าใจใน 1 นาที

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเอาตัวเลข AI traffic ไปรายงาน

ตัวเลข AI traffic ใน GA4 เป็นตัวเลขขั้นต่ำ ไม่ใช่ตัวเลขทั้งหมด ของจริงมีมากกว่าที่เห็นเสมอ และคุณควรพูดแบบนี้กับ GM ตั้งแต่สไลด์แรก เพื่อไม่ให้เดือนไหนที่ตัวเลขแกว่งกลายเป็นปัญหา

สาเหตุแรกคือแขกที่ใช้ AI ผ่านแอปมือถือ โดยเฉพาะบนเครื่องที่ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวสูง เบราว์เซอร์ในแอปมักไม่ส่ง referrer แขกกลุ่มนี้จะโผล่มาเป็น Direct ทั้งที่จริงมาจาก AI ถ้าคุณเห็น Direct เพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วงเดียวกับที่ AI เพิ่ม ให้สงสัยไว้ก่อนว่ามีส่วนหนึ่งปนอยู่ตรงนั้น

สาเหตุที่สองคือพฤติกรรมแขกเอง คนจำนวนมากอ่านคำตอบจาก AI ได้ชื่อโรงแรมแล้ว แต่ไม่คลิกลิงก์ กลับไปพิมพ์ชื่อโรงแรมใน Google แทน แขกกลุ่มนี้จะถูกนับเป็น google / organic และคำค้นชื่อแบรนด์ใน Search Console จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นตัวชี้วัดคู่กันที่ควรดูทุกเดือนคือจำนวน impression ของคำค้นชื่อโรงแรมใน Search Console ถ้าโตพร้อมกับ AI traffic นั่นเป็นสัญญาณที่ดีกว่าดูตัวใดตัวหนึ่ง

สาเหตุที่สามคือ AI ตอบจบในตัวโดยไม่ส่งลิงก์มาเลย ซึ่งเป็นกรณีที่พบบ่อยที่สุด แขกได้ชื่อโรงแรมคุณไปเทียบกับอีก 2 แห่งในหน้าต่างแชต แล้วไปจองผ่าน OTA โดยไม่เคยแตะเว็บคุณ GA4 มองไม่เห็นเหตุการณ์นี้เลย การวัดว่า AI เอ่ยชื่อโรงแรมคุณไหมจึงต้องทำแยกต่างหาก ด้วยการตั้งชุดคำถามทดสอบประจำเดือนและเทียบกับคู่แข่ง ตัวเลขใน GA4 คือส่วนที่คลิกมาถึง ส่วนการถูกเอ่ยถึงคือภาพใหญ่กว่านั้น

สาเหตุสุดท้ายคือ consent banner ถ้าเว็บโรงแรมคุณตั้งให้ GA4 ทำงานหลังแขกกดยอมรับ cookie เท่านั้น แขกที่ปิด banner โดยไม่กดยอมรับจะไม่ถูกนับ และแขกต่างชาติบางกลุ่มกดปฏิเสธเป็นนิสัย ตัวเลข AI ซึ่งมีสัดส่วนแขกต่างชาติสูงจึงถูกกดต่ำกว่าช่องอื่นอีกชั้นหนึ่ง

Checklist รายเดือน 15 นาทีสำหรับทีมการตลาดโรงแรม

ทำชุดนี้ทุกต้นเดือนหลังตั้ง channel group เสร็จ ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที และได้ตัวเลขครบสำหรับรายงาน GM

  • เปิด Traffic acquisition ตั้งช่วงเวลาเดือนที่แล้วเทียบกับเดือนก่อนหน้า จด sessions, engagement rate และ key events ของช่อง AI Assistants
  • วางตัวเลขเดียวกันของ Organic Search และ Referral ไว้ข้างกัน แล้วคำนวณ key events ต่อ session ของทั้ง 3 ช่อง
  • เปิด Explore ดู landing page 5 อันดับแรกของช่อง AI เทียบกับเดือนก่อน มีหน้าใหม่โผล่มาไหม หน้าเก่าหายไปไหม
  • หาหน้าที่ถูกส่งมาบ่อยแต่ key events ต่ำสุด 1 หน้า แล้วมอบหมายให้แก้ภายในเดือนนี้ เช่น เพิ่มปุ่มจองหรือราคาเริ่มต้น
  • เช็ก Country ของแขก AI ว่าสัดส่วนต่างชาติต่อคนไทยเป็นเท่าไหร่ และหน้าที่เขาลงเป็นภาษาที่ถูกต้องไหม
  • เปิด Search Console ดู impression ของคำค้นชื่อโรงแรม เทียบทิศทางกับ AI traffic
  • ทุก 3 เดือน กลับไปค้นด้วย Session source / medium เพื่อหาโดเมน AI ใหม่ที่ยังตกอยู่ใน Referral แล้วเพิ่มลง regex
  • ทุก 3 เดือน ทดสอบด้วยการคลิกลิงก์จาก ChatGPT และ Gemini เข้าเว็บตัวเองจริง แล้วดูใน Realtime ว่าถูกจัดเข้าช่อง AI ถูกต้อง
  • ส่งรายงาน GM ไม่เกิน 5 บรรทัด คือตัวเลขรวม อัตราเทียบ Google หน้าที่ AI ชอบ สิ่งที่แก้ และสิ่งที่จะแก้เดือนหน้า

เริ่มจากตรงไหนถ้าวันนี้ยังไม่เคยดูเลย

เริ่มจากวิธี 10 นาทีในหัวข้อที่ 3 วันนี้เลย เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้มีตัวเลขอะไรอยู่บ้าง แล้วค่อยนัดทีมอีก 15 นาทีในสัปดาห์นี้เพื่อตั้ง custom channel group ให้เสร็จ อย่ารอให้ตัวเลขใหญ่ก่อนค่อยวัด เพราะคุณค่าของมันอยู่ที่การมี baseline ตั้งแต่ตอนที่ยังเล็ก พอปีหน้า AI กลายเป็นช่องทางหลักช่องหนึ่ง คุณจะเป็นโรงแรมที่รู้ว่ามันโตมาจากหน้าไหน คำถามอะไร และแขกชาติไหน ขณะที่คู่แข่งยังเห็นแค่คำว่า Referral

และก่อนจะไล่ดูว่า AI ส่งแขกมาหน้าไหน ควรรู้ก่อนว่าเว็บโรงแรมคุณตอนนี้อยู่ในสภาพที่ AI อ่านออกแค่ไหน ลองสแกนเว็บโรงแรมฟรีที่ หน้าแรก ดูคะแนน SEO, AEO และ GEO ของเว็บคุณก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านตัวเลขใน GA4 จะเห็นภาพต่อกันพอดี

FAQ

GA4 แยก traffic จาก ChatGPT ให้เองไหม

ไม่แยกให้ GA4 จัดแขกจาก ChatGPT, Gemini และ Perplexity ไว้ใน channel Referral หรือ Unassigned โดยอัตโนมัติ ต้องเจาะดูที่ Session source / medium หรือตั้ง custom channel group เองถึงจะเห็นเป็นบรรทัด AI แยกออกมาในรายงาน

ลิงก์จาก Google AI Overview นับเป็น AI traffic ใน GA4 ไหม

ไม่สามารถแยกได้ คลิกจาก Google AI Overview และ AI Mode เข้ามาเป็น google / organic เหมือนการค้นหา Google ปกติ ทั้งใน GA4 และ Search Console ตัวเลขช่อง AI ที่ตั้งได้จึงครอบคลุมเฉพาะแอปแชต AI ที่เป็นโดเมนแยก

ทำไมตัวเลข AI traffic ของโรงแรมถึงน้อยมาก มีความหมายไหม

โรงแรมขนาดเล็กถึงกลางมักเห็นตัวเลขหลักสิบต่อเดือน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และตัวเลขใน GA4 ยังเป็นขั้นต่ำเพราะแขกบางส่วนมาเป็น Direct หรือกลับไปค้นชื่อโรงแรมใน Google แทน ให้ดูอัตราส่วน engagement และ key events ต่อ session เทียบกับ Google มากกว่าดูจำนวน

ตั้ง custom channel group แล้วต้องระวังอะไรที่สุด

ลำดับของ channel ต้องให้ AI Assistants อยู่เหนือ Referral และ Unassigned เพราะ GA4 จับคู่จากบนลงล่าง และควรตั้งเงื่อนไขจาก Source อย่างเดียวโดยไม่ผูกกับ medium เพื่อให้จับได้ทั้งกรณี referral และ (not set) อย่าลืมเช็ก cross-domain ไป booking engine ด้วย ไม่เช่นนั้นตัวเลขการจองของช่อง AI จะหาย

Want to know your hotel website score?

Free SEO, AEO, GEO and keyword scan in 30 seconds, no sign-up

Scan your hotel site free