Hotel marketing know-how · 29 Sep 2026
ค้นชื่อโรงแรมตัวเองใน Google แล้วเจอ OTA ก่อนเว็บตรง: วิธีเช็กหน้าแรกของชื่อโรงแรมใน 15 นาที และ 7 จุดที่ต้องแก้ให้แขกเจอเว็บคุณก่อน
ค้นชื่อโรงแรมตัวเองแล้วเจอ OTA ก่อนเว็บตรง แปลว่ากำลังจ่ายค่าคอมมิชชันให้แขกที่รู้จักคุณอยู่แล้ว มาเช็กใน 15 นาที และแก้ 7 จุดให้เว็บตรงถูกเจอก่อน

ลองหยิบมือถือขึ้นมา เปิดหน้าต่างไม่ระบุตัวตน แล้วพิมพ์ชื่อโรงแรมของคุณลงใน Google ถ้าสิ่งแรกที่เห็นคือโฆษณาของ OTA ตามด้วยหน้าโรงแรมคุณบน OTA อีก 2 เจ้า ส่วนเว็บตรงไปอยู่อันดับ 4 หรือ 5 แปลว่าแขกที่ตั้งใจมาหาคุณโดยเฉพาะกำลังถูกพาไปจองที่อื่น และคุณกำลังจ่ายค่าคอมมิชชันให้กับแขกที่รู้จักชื่อคุณอยู่แล้ว
จากที่ทำการตลาดโรงแรมมา 15 ปี เรื่องนี้เจอในโรงแรมขนาดเล็กถึงกลางแทบทุกแห่งที่เข้าไปช่วยดู เจ้าของมักทุ่มงบและเวลาไปกับคำค้นกว้างๆ อย่างโรงแรมตามด้วยชื่อจังหวัด แต่ลืมเฝ้าคำค้นที่ใกล้เงินที่สุด คือชื่อโรงแรมของตัวเอง บทความนี้จะพาเช็กหน้าแรกของชื่อโรงแรมใน 15 นาที อธิบายว่าแต่ละส่วนบนหน้าผลค้นหาใครเป็นคนคุม แล้วไล่แก้ 7 จุดที่ทีมทำเองได้ รวมถึงตอบคำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดว่าควรซื้อโฆษณาบนชื่อตัวเองหรือไม่
ทำไมค้นชื่อโรงแรมตัวเองแล้วเจอ OTA ก่อนเว็บตรง?
เพราะ OTA มีเว็บที่ Google เชื่อถือสูง มีหน้าของโรงแรมคุณที่ข้อมูลครบและอัปเดตทุกวัน และหลายเจ้าซื้อโฆษณาบนชื่อโรงแรมคุณโดยตรง ขณะที่เว็บโรงแรมจำนวนมากยังไม่ได้บอก Google ให้ชัดด้วยซ้ำว่าเว็บนี้คือเว็บทางการของชื่อนี้
ถ้าแยกสาเหตุออกมาทีละข้อ ที่เจอบ่อยในโรงแรมไทยมี 5 อย่าง
- title หน้าแรกไม่มีชื่อโรงแรม หลายเว็บยังใช้คำว่า Home หรือ Welcome หรือขึ้นต้นด้วยสโลแกน ทำให้ Google ไม่แน่ใจว่าหน้านี้ตอบคำค้นชื่อโรงแรมได้ดีที่สุด
- ชื่อสะกดไม่ตรงกัน บนเว็บเขียนแบบหนึ่ง บน Google Business Profile อีกแบบ บน Facebook มีคำว่า Resort and Spa ต่อท้าย บน OTA ใช้อีกชื่อ Google จึงต้องเดาว่าทั้งหมดคือที่เดียวกันหรือเปล่า
- หน้าแรกเป็นรูปและวิดีโอเกือบทั้งหน้า สวยแต่แทบไม่มีตัวหนังสือให้ Google อ่าน ชื่อโรงแรมอยู่ในโลโก้ที่เป็นรูป ไม่ได้อยู่ใน H1
- ลิงก์จากช่องทางของตัวเองไม่ได้ชี้มาเว็บตรง ปุ่มเว็บไซต์ใน Google Business Profile ชี้ไปหน้า Facebook หรือ bio ของ Instagram ชี้ไปหน้า OTA
- OTA ซื้อโฆษณาบนชื่อโรงแรม ต่อให้เว็บตรงอยู่อันดับ 1 ของผลค้นหาปกติ โฆษณาก็ยังอยู่เหนือกว่า และบนมือถือโฆษณา 2 ชิ้นกินพื้นที่เกือบเต็มจอแรก
ข่าวดีคือ 4 ใน 5 ข้อนี้เป็นเรื่องที่โรงแรมแก้เองได้ และข้อสุดท้ายก็มีวิธีรับมือ
Brand search คืออะไร และมีค่ากับโรงแรมแค่ไหน
Brand search คือคำค้นที่มีชื่อโรงแรมคุณอยู่ในนั้น เช่น ชื่อโรงแรมเฉยๆ หรือชื่อโรงแรมตามด้วยคำว่า ราคา จอง รีวิว เบอร์โทร เป็นกลุ่มคำค้นที่ใกล้การจองที่สุด เพราะคนค้นเลือกคุณไว้ในใจแล้ว เหลือแค่ว่าจะกดจองที่ไหน
เส้นทางของแขกไทยทุกวันนี้มักเป็นแบบนี้ เห็นคลิปโรงแรมใน TikTok เพื่อนส่งรูปมาใน LINE หรือไล่ดูโรงแรมบน OTA จนเจอที่ถูกใจ จากนั้นจะออกมาพิมพ์ชื่อโรงแรมใน Google เพื่อดูรีวิว ดูรูปเพิ่ม และเทียบราคา จังหวะนี้คือจุดตัดสินว่า booking นั้นจะเป็นของเว็บตรงหรือของ OTA
ลองคิดเป็นตัวเลขด้วยตัวอย่างสมมติ โรงแรมขนาด 60 ห้องในหัวหิน เปิด Google Search Console แล้วพบว่ามีคนค้นคำที่มีชื่อโรงแรมเดือนละประมาณ 1,200 ครั้ง แต่เว็บตรงได้คลิกแค่ 25% หรือ 300 คลิก อีก 900 ครั้งไปที่อื่น ถ้าสมมติว่า 3% ของ 900 ครั้งนั้นจบที่การจองผ่าน OTA จะเท่ากับ 27 booking ต่อเดือน ถ้า booking เฉลี่ย 5,000 บาท และค่าคอมมิชชัน 18% โรงแรมจ่าย 900 บาทต่อ booking รวมเดือนละ 24,300 บาท หรือปีละ 291,600 บาท ให้กับแขกที่พิมพ์ชื่อโรงแรมมาเองตั้งแต่ต้น
ตัวเลขของคุณจะไม่เท่านี้ แต่วิธีคิดใช้ได้เหมือนกัน ให้เอาจำนวนการค้นชื่อจาก Search Console ของตัวเองมาแทนค่า แล้วจะเห็นว่างานนี้ควรอยู่ลำดับต้นๆ ของแผนการตลาดหรือไม่
เช็กหน้าแรกของชื่อโรงแรมอย่างไรให้เสร็จใน 15 นาที?
ใช้มือถือเปิดหน้าต่างไม่ระบุตัวตน ค้น 6 คำค้นที่มีชื่อโรงแรม แล้วจดว่า 5 อันดับแรกของแต่ละคำเป็นของใคร เท่านี้ก็เห็นภาพแล้วว่าแขกที่ตั้งใจหาคุณถูกพาไปที่ไหน
เหตุผลที่ต้องใช้มือถือและโหมดไม่ระบุตัวตน เพราะแขกส่วนใหญ่ค้นจากมือถือ และเครื่องของคนในโรงแรมเข้าเว็บตัวเองบ่อยจน Google ดันเว็บตรงขึ้นมาให้เป็นพิเศษ ผลที่เห็นจึงดีกว่าที่แขกเห็นจริง
- ค้นชื่อโรงแรมภาษาไทยแบบที่แขกเรียก ไม่ใช่ชื่อเต็มตามใบอนุญาต
- ค้นชื่อโรงแรมภาษาอังกฤษ ทั้งแบบสะกดถูกและแบบที่แขกมักสะกดผิด
- ค้นชื่อโรงแรมตามด้วยคำว่า ราคา และ จอง
- ค้นชื่อโรงแรมตามด้วยคำว่า รีวิว และ pantip
- ค้นชื่อโรงแรมตามด้วยคำว่า เบอร์โทร หรือ ติดต่อ
- ค้นชื่อโรงแรมตามด้วยสิ่งที่แขกถามบ่อย เช่น ที่จอดรถ สระว่ายน้ำ หรือ เช็กอินกี่โมง
- เก็บภาพหน้าจอทุกคำค้น แล้วจดลงตาราง 4 ช่อง คือ มีโฆษณาไหมและเป็นของใคร เว็บตรงอยู่อันดับเท่าไหร่ของผลค้นหาปกติ แผงข้อมูลโรงแรมแสดงลิงก์และราคาจากใคร และมีคำตอบจาก AI ด้านบนไหม
- ปิดท้ายด้วยการถาม AI assistant 2 ถึง 3 ตัวว่า เว็บทางการของโรงแรมนี้คืออะไร และจองที่ไหนดี
ผลค้นหาต่างกันตามพื้นที่ ถ้าตลาดหลักของคุณคือคนกรุงเทพ ให้ขอเพื่อนหรือทีมขายที่อยู่กรุงเทพค้นแบบเดียวกันแล้วส่งภาพหน้าจอมา ถ้ามีแขกต่างชาติเยอะ ให้ตั้งภาษาของ Google เป็นภาษาอังกฤษแล้วค้นซ้ำอีกรอบ
หน้าแรกของชื่อโรงแรมมีอะไรบ้าง และส่วนไหนที่โรงแรมคุมได้
หน้าผลค้นหาชื่อโรงแรมมี 6 ส่วนหลัก โรงแรมคุมได้เต็มที่แค่ผลค้นหาปกติของเว็บตัวเอง ส่วนที่เหลือคุมได้บางส่วนหรือคุมทางอ้อม แต่ทุกส่วนมีสิ่งที่ลงมือทำได้
| ส่วนบนหน้าผลค้นหา | ใครเป็นคนกำหนด | ระดับที่โรงแรมคุมได้ | สิ่งที่โรงแรมทำได้ |
|---|---|---|---|
| โฆษณาด้านบนสุด | ใครก็ตามที่ประมูลคำค้นนั้น | บางส่วน | ลงโฆษณาชื่อตัวเอง และคุยกับผู้ดูแลบัญชี OTA เรื่องเงื่อนไขการใช้ชื่อโรงแรม |
| แผงข้อมูลโรงแรม | Google ดึงจาก Google Business Profile และแหล่งอื่น | บางส่วน | ยืนยันความเป็นเจ้าของ ใส่ลิงก์เว็บตรง อัปเดตเบอร์โทร รูป และเวลาเช็กอิน |
| ราคาในแผงข้อมูล | ผู้ที่ส่งราคาเข้า Google | บางส่วน | ถามผู้ให้บริการ booking engine ว่าส่งราคาเว็บตรงเข้าไปแสดงได้หรือไม่ |
| ผลค้นหาปกติ | Google จัดอันดับจากเนื้อหาและความน่าเชื่อถือ | เต็มที่ในส่วนของเว็บตัวเอง | แก้ title เนื้อหาหน้าแรก schema และลิงก์ที่ชี้เข้าเว็บ |
| sitelinks ใต้เว็บตรง | Google เลือกให้อัตโนมัติ | ทางอ้อม | จัดเมนูให้ชัด ตั้งชื่อหน้าให้ตรงกับสิ่งที่แขกค้น |
| คำตอบจาก AI และคำถามที่คนถามบ่อย | ระบบ AI สรุปจากหลายเว็บ | ทางอ้อม | ทำข้อมูลให้ตรงกันทุกที่ และมีหน้า FAQ ที่ตอบชัดบนเว็บตรง |
อ่านตารางนี้แล้วจะเห็นว่างานแบ่งเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกคือทำให้เว็บตรงแข็งแรงพอที่จะเป็นคำตอบอันดับ 1 ของชื่อตัวเอง ก้อนที่สองคือทำให้ข้อมูลรอบๆ เว็บชี้กลับมาที่เดียวกัน
7 จุดที่ต้องแก้ให้ Google รู้ว่าเว็บไหนคือเว็บทางการของโรงแรม
เริ่มจาก title หน้าแรก ชื่อที่สะกดตรงกันทุกที่ และลิงก์จากทุกช่องทางที่ชี้กลับมาเว็บตรง 3 จุดนี้ทำเสร็จได้ใน 1 วันและมักเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด ส่วนอีก 4 จุดเป็นงานที่ทำต่อได้ใน 2 ถึง 4 สัปดาห์
1. title หน้าแรกต้องขึ้นต้นด้วยชื่อโรงแรม
โครงที่ใช้ได้ดีคือ ชื่อโรงแรม ตามด้วยทำเล แล้วปิดด้วยคำว่าเว็บไซต์ทางการ เช่น ชื่อโรงแรม หัวหิน | เว็บไซต์ทางการ ถ้าแขกเรียกชื่อไทยแต่ป้ายเป็นอังกฤษ ให้ใส่ทั้ง 2 ภาษาใน title เดียวกัน ความยาวรวมไม่ควรเกินประมาณ 60 ตัวอักษร เพื่อไม่ให้ถูกตัดบนมือถือ
2. สะกดชื่อโรงแรมให้ตรงกันทุกที่
เลือกชื่อทางการ 1 แบบสำหรับภาษาไทย และ 1 แบบสำหรับภาษาอังกฤษ แล้วไล่แก้ให้เหมือนกันทุกตัวอักษร ทั้งบนเว็บ footer หน้าติดต่อ Google Business Profile Facebook Instagram TikTok LINE OA และหน้าโรงแรมบน OTA ทุกเจ้า รวมถึงที่อยู่และเบอร์โทรด้วย ความต่างเล็กๆ อย่าง Resort กับ Resort and Spa หรือการเว้นวรรคต่างกัน ทำให้ทั้ง Google และ AI ลังเลว่าเป็นที่เดียวกันหรือไม่
3. meta description บอกเหตุผลที่ควรจองตรง
เมื่อเว็บตรงกับ OTA เรียงอยู่ติดกัน แขกจะอ่านคำอธิบาย 2 บรรทัดใต้ชื่อเว็บเพื่อตัดสินใจ ให้เขียนสิ่งที่ได้เฉพาะเมื่อจองตรง เช่น เช็กเอาต์ช้าได้ถึง 14.00 น. รถรับส่งจากสถานี หรือเลือกชั้นห้องได้ เขียนเฉพาะสิ่งที่ให้ได้จริงทุกวัน อย่าเขียนว่าราคาดีที่สุดถ้ายังไม่ได้เช็กว่าราคาบนเว็บตรงไม่แพงกว่า OTA
4. ใส่ schema ที่บอกว่าเว็บนี้เป็นของโรงแรมนี้
ให้คนดูแลเว็บใส่ structured data ประเภท Hotel หรือ Organization ในหน้าแรก ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร โลโก้ และใช้ช่อง sameAs ใส่ลิงก์โซเชียลทางการทุกช่อง เท่ากับประกาศให้ Google และ AI รู้ว่าเว็บนี้ เพจนี้ และบัญชีนี้ คือเจ้าของเดียวกัน
5. มีหน้าย่อยที่ตอบคำค้นชื่อโรงแรมตามด้วยคำถาม
คนไม่ได้ค้นแค่ชื่อเฉยๆ แต่ค้นชื่อตามด้วยราคา ที่จอดรถ สระว่ายน้ำ อาหารเช้า หรือเช็กอินกี่โมง ถ้าเว็บตรงไม่มีหน้าที่ตอบเรื่องเหล่านี้เป็นตัวหนังสือ Google จะหยิบหน้า OTA หรือกระทู้รีวิวมาตอบแทน ให้มีอย่างน้อยหน้าห้องพักพร้อมราคาเริ่มต้น หน้าสิ่งอำนวยความสะดวก หน้า FAQ และหน้าติดต่อ ตั้งชื่อเมนูตรงไปตรงมา โครงสร้างแบบนี้ยังช่วยให้ Google แสดง sitelinks ใต้เว็บตรง ซึ่งกินพื้นที่หน้าจอมากขึ้นและดัน OTA ลงไปด้านล่าง
6. ทุกช่องทางของโรงแรมต้องชี้มาเว็บตรง
ไล่เช็กทีละช่อง ปุ่มเว็บไซต์ใน Google Business Profile ลิงก์ในหน้าเกี่ยวกับของ Facebook bio ของ Instagram และ TikTok rich menu ของ LINE OA ลายเซ็นอีเมลของทีมขาย และหน้าเข้า Wi-Fi ของโรงแรม ที่เจอบ่อยคือโรงแรมตั้งลิงก์ไว้ตั้งแต่สมัยยังไม่มีเว็บ แล้วไม่มีใครกลับไปแก้ ลิงก์เหล่านี้นอกจากพาแขกมาเว็บตรงแล้ว ยังเป็นสัญญาณให้ Google เห็นว่าเว็บไหนคือบ้านหลักของแบรนด์
7. หน้าแรกต้องมีตัวหนังสือจริงและโหลดเร็วบนมือถือ
ชื่อโรงแรมต้องอยู่ใน H1 เป็นตัวหนังสือ ไม่ใช่อยู่ในรูปโลโก้อย่างเดียว ใต้ภาพเปิดควรมีย่อหน้าสั้นๆ 2 ถึง 3 ย่อหน้าที่บอกว่าโรงแรมอยู่ตรงไหน มีกี่ห้อง เหมาะกับใคร และเดินทางอย่างไร ที่อยู่กับเบอร์โทรต้องเป็นตัวหนังสือที่กดโทรได้ ถ้าหน้าแรกใช้วิดีโอเปิด ให้เช็กว่าบนมือถือที่ใช้เน็ตมือถือยังโหลดได้ในไม่กี่วินาที
ควรซื้อโฆษณา Google บนชื่อโรงแรมตัวเองไหม?
ควรซื้อเมื่อเช็กแล้วพบว่ามี OTA หรือเว็บอื่นลงโฆษณาบนชื่อโรงแรมคุณอยู่ เพราะคำค้นชื่อแบรนด์ตัวเองมักมีราคาต่อคลิกต่ำกว่าคำค้นทั่วไปมาก ถ้าไม่มีใครลงโฆษณาและเว็บตรงอยู่อันดับ 1 พร้อม sitelinks อยู่แล้ว เก็บงบไว้ทำอย่างอื่นได้
หลายคนรู้สึกว่าการจ่ายเงินซื้อชื่อตัวเองเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่ในทางปฏิบัติต้องเทียบกันที่ตัวเลข ระหว่างค่าโฆษณาไม่กี่บาทต่อคลิก กับค่าคอมมิชชันหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อ booking
ตัวอย่างสถานการณ์ โรงแรมบูทีค 28 ห้องในเชียงใหม่ พบว่ามีโฆษณาของ OTA 2 เจ้าอยู่เหนือเว็บตรงทุกครั้งที่ค้นชื่อ จึงเปิดแคมเปญเฉพาะชื่อโรงแรมด้วยงบวันละ 150 บาท เดือนนั้นใช้งบ 4,500 บาท และมี booking ตรงที่มาจากโฆษณา 14 รายการ มูลค่าเฉลี่ย 4,200 บาท ถ้าทั้ง 14 รายการไปจองผ่าน OTA ที่ค่าคอมมิชชัน 18% โรงแรมจะจ่าย 10,584 บาท แต่ต้องอ่านตัวเลขนี้อย่างซื่อสัตย์ เพราะแขกบางส่วนอาจจองตรงอยู่แล้วแม้ไม่มีโฆษณา วิธีเช็กคือเปิดโฆษณา 2 สัปดาห์ ปิด 2 สัปดาห์ แล้วเทียบยอดจองตรงรวมทั้งหมด ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขในระบบโฆษณา
ถ้าตัดสินใจลง มีหลักตั้งค่า 5 ข้อ
- แยกแคมเปญชื่อโรงแรมออกจากแคมเปญอื่น เพื่อให้เห็นต้นทุนชัด
- ใส่คำค้นทั้งชื่อไทย ชื่ออังกฤษ และแบบที่แขกสะกดผิดบ่อย
- ใส่คำที่ไม่ต้องการให้โฆษณาแสดง เช่น สมัครงาน ฝึกงาน และ ขายกิจการ
- ข้อความโฆษณาขึ้นต้นด้วยชื่อโรงแรมและคำว่าเว็บไซต์ทางการ ตามด้วยสิทธิพิเศษที่ได้เมื่อจองตรง
- พาแขกไปหน้าที่กดจองได้ภายใน 1 ถึง 2 คลิก ไม่ใช่หน้าแกลเลอรี
อีกทางที่ควรทำคู่กัน คือคุยกับผู้ดูแลบัญชี OTA ของคุณตรงๆ เรื่องการลงโฆษณาบนชื่อโรงแรม บางสัญญาเปิดให้เจรจาเงื่อนไขนี้ได้ โดยเฉพาะตอนต่อสัญญาหรือตอนที่ OTA ชวนเข้าโปรแกรมใหม่ ส่วนกติกาเรื่องเครื่องหมายการค้าในโฆษณามีรายละเอียดที่เปลี่ยนได้ ควรอ่านนโยบายล่าสุดของ Google ก่อนยื่นเรื่อง
AI ตอบว่าอะไรเมื่อแขกถามถึงชื่อโรงแรมคุณ
AI assistant ตอบจากข้อมูลที่หาได้บนเว็บ ถ้าเว็บตรงมีข้อมูลบาง แต่ OTA มีข้อมูลครบกว่า AI ก็จะอ้างราคา เวลาเช็กอิน และช่องทางจองจาก OTA แทนเว็บคุณ บางครั้งยังตอบข้อมูลเก่าที่ไม่ถูกแล้ว เช่น ราคาของเมื่อ 2 ปีก่อน หรือบอกว่ามีบริการที่เลิกไปแล้ว
ทุกวันนี้แขกจำนวนไม่น้อยไม่ได้พิมพ์ชื่อโรงแรมใน Google อย่างเดียว แต่ถาม AI ว่าโรงแรมนี้ดีไหม เหมาะกับครอบครัวหรือเปล่า จองที่ไหนคุ้ม ชื่อโรงแรมจึงมีหน้าแรกอีกแบบหนึ่งที่ต้องเฝ้า ให้ลองถาม 5 คำถามนี้กับ AI ที่แขกของคุณน่าจะใช้
- เว็บไซต์ทางการของโรงแรมนี้คืออะไร
- โรงแรมนี้ราคาเริ่มต้นคืนละเท่าไหร่
- โรงแรมนี้มีที่จอดรถและสระว่ายน้ำไหม
- เช็กอินและเช็กเอาต์กี่โมง
- โรงแรมนี้เหมาะกับใคร และมีข้อเสียอะไร
จดว่าข้อไหนตอบถูก ข้อไหนตอบผิด และ AI อ้างแหล่งข้อมูลจากที่ไหน ถ้าตอบผิด วิธีแก้ไม่ใช่การไปแย้งกับ AI แต่คือการทำให้ข้อมูลที่ถูกต้องหาเจอง่ายบนเว็บตรง เขียนเป็นประโยคเต็มในหน้า FAQ ใส่ตัวเลขชัดเจน ระบุวันที่อัปเดต และแก้ข้อมูลบน Google Business Profile กับ OTA ให้ตรงกัน คำตอบของ AI เปลี่ยนได้ตลอด จึงควรถามซ้ำทุกเดือนและเก็บผลไว้เทียบ
ตัวอย่างแผน 30 วันของโรงแรมขนาด 60 ห้องในหัวหิน
งานทั้งหมดแบ่งทำได้ใน 4 สัปดาห์ ใช้เวลารวมไม่ถึง 2 วันทำงาน โดยสัปดาห์แรกเป็นการเช็กและแก้ของง่าย สัปดาห์ที่ 2 ถึง 3 เป็นงานไล่แก้ข้อมูลและเว็บ สัปดาห์สุดท้ายคือวัดผล
โรงแรมในตัวอย่างนี้เริ่มต้นด้วยสภาพที่เจอได้ทั่วไป title หน้าแรกเขียนว่า Home ชื่อโรงแรมสะกด 3 แบบใน 5 ช่องทาง ปุ่มเว็บไซต์ใน Google Business Profile ชี้ไปหน้า Facebook และเมื่อค้นชื่อบนมือถือ เว็บตรงอยู่อันดับ 4 ของผลค้นหาปกติ ใต้โฆษณาของ OTA อีก 1 ชิ้น
| สัปดาห์ | งานที่ทำ | คนรับผิดชอบ | เวลาที่ใช้ |
|---|---|---|---|
| 1 | เช็กหน้าแรก 6 คำค้น เก็บภาพหน้าจอ แก้ title และ meta description หน้าแรก | การตลาด | 2 ชั่วโมง |
| 2 | กำหนดชื่อทางการ ไล่แก้ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร และลิงก์ในทุกช่องทาง | การตลาดและ front office | 3 ชั่วโมง |
| 3 | ใส่ schema เพิ่มหน้า FAQ ใส่ H1 และข้อความแนะนำโรงแรมในหน้าแรก | คนดูแลเว็บ | 1 วัน |
| 4 | ทดลองโฆษณาชื่อโรงแรม เช็กซ้ำทุกคำค้น ถาม AI ซ้ำ และเทียบกับภาพหน้าจอเดิม | การตลาด | 2 ชั่วโมง |
หลังครบ 30 วัน เว็บตรงของโรงแรมนี้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ของผลค้นหาปกติพร้อม sitelinks 4 รายการ และจำนวนคลิกจากคำค้นที่มีชื่อโรงแรมใน Search Console เพิ่มจากประมาณ 310 เป็น 540 คลิกต่อเดือน ผลของแต่ละโรงแรมจะต่างกันตามฤดูกาล ความแรงของแบรนด์ และสภาพเว็บตอนเริ่ม บางแห่งใช้เวลานานกว่านี้ แต่ลำดับงานใช้ได้เหมือนกัน
Checklist เช็กชื่อโรงแรมประจำเดือน
ใช้เวลาเดือนละประมาณ 20 นาที ทำวันเดิมทุกเดือน และเก็บภาพหน้าจอไว้ในโฟลเดอร์เดียวกันเพื่อเทียบย้อนหลัง งานนี้มอบให้น้องในทีมการตลาดหรือ reservation ทำได้เลย
- ค้นชื่อโรงแรมภาษาไทยและอังกฤษบนมือถือในโหมดไม่ระบุตัวตน จดอันดับเว็บตรง
- จดว่ามีโฆษณาบนชื่อโรงแรมกี่ชิ้น เป็นของใคร และเขียนข้อความว่าอะไร
- เช็กแผงข้อมูลโรงแรมว่าลิงก์เว็บไซต์ เบอร์โทร และเวลาเช็กอินยังถูกต้อง
- เช็กราคาที่แสดงในแผงข้อมูลว่ามีราคาจากเว็บตรงไหม และต่างจาก OTA เท่าไหร่
- ค้นชื่อโรงแรมตามด้วยคำว่ารีวิว ดูว่ามีกระทู้หรือคลิปใหม่ที่ควรเข้าไปตอบไหม
- ถาม AI 5 คำถามเดิม จดว่าตอบถูกกี่ข้อ และอ้างเว็บตรงหรือไม่
- เปิด Search Console ดูจำนวนการแสดงผลและคลิกของคำค้นที่มีชื่อโรงแรม เทียบกับเดือนก่อน
- กดปุ่มจองบนเว็บตรงจากมือถือ 1 รอบจนถึงหน้าชำระเงิน เพื่อยืนยันว่าแขกที่เข้ามาแล้วจองได้จริง
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยเมื่อโรงแรมแก้เรื่องนี้เอง
ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียแรงมากที่สุดคือแก้แค่บนเว็บ แต่ปล่อยข้อมูลเก่าไว้ในช่องทางอื่น และรองลงมาคือดันเว็บตรงขึ้นอันดับ 1 ได้แล้ว แต่ราคาบนเว็บตรงแพงกว่า OTA แขกจึงคลิกเข้ามาดูแล้วก็กลับไปจองที่เดิม
- เปลี่ยนชื่อโรงแรมแต่ชื่อเก่ายังอยู่ทั่วอินเทอร์เน็ต รีสอร์ต 35 ห้องบนเกาะสมุยแห่งหนึ่งเปลี่ยนชื่อหลังปรับปรุงใหม่ แต่แขกเก่ายังค้นชื่อเดิม และเว็บใหม่ไม่มีคำว่าชื่อเดิมอยู่เลย คนที่ค้นชื่อเดิมจึงเจอแต่ OTA วิธีแก้คือเขียนไว้ในหน้าเกี่ยวกับเราและ FAQ ว่าเดิมชื่ออะไร
- ย้ายโดเมนแล้วไม่ทำ redirect ลิงก์เก่าที่สะสมมาหลายปีกลายเป็นหน้าว่าง ความน่าเชื่อถือที่เคยมีก็หายไปด้วย
- มีเว็บ 2 เว็บ เว็บเก่าที่เคยจ้างทำยังออนไลน์อยู่ พร้อมเบอร์โทรและราคาเก่า ทำให้ Google และ AI สับสนว่าเว็บไหนคือของจริง
- ดูผลจากเครื่องตัวเอง แล้วสรุปว่าเว็บตรงอยู่อันดับ 1 อยู่แล้ว ทั้งที่แขกเห็นอีกแบบ
- แก้ครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาดู โฆษณาของคนอื่นมาและไปตามฤดูกาล ช่วงใกล้วันหยุดยาวมักมีคนลงโฆษณาบนชื่อโรงแรมมากขึ้น
สรุป: ชื่อโรงแรมคือคำค้นที่ควรเป็นของคุณก่อนคำอื่น
คำค้นชื่อโรงแรมเป็นคำที่คุณมีสิทธิ์ชนะมากที่สุด เพราะไม่มีเว็บไหนเกี่ยวข้องกับชื่อนี้มากกว่าเว็บของคุณเอง สิ่งที่ต้องทำคือบอก Google และ AI ให้ชัดด้วย title ชื่อที่ตรงกันทุกที่ schema ลิงก์จากทุกช่องทาง และเนื้อหาที่ตอบคำถามของแขกได้จริง จากนั้นเฝ้าดูทุกเดือนว่ามีใครเข้ามาแทรกหรือไม่
ก่อนจะลงทุนกับคำค้นใหม่ ให้แน่ใจก่อนว่าแขกที่พิมพ์ชื่อคุณมาแล้ว หาทางเข้าบ้านคุณเจอ
ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้เว็บโรงแรมของคุณพร้อมแค่ไหนในสายตา Google และ AI ลองสแกนคะแนน SEO AEO และ GEO ได้ฟรีที่ หน้าแรก แล้วใช้ผลที่ได้เป็นจุดเริ่มของแผน 30 วันนี้
FAQ
ทำไมค้นชื่อโรงแรมตัวเองแล้ว OTA ขึ้นก่อนเว็บตรง
สาเหตุหลักคือ title หน้าแรกของเว็บตรงไม่มีชื่อโรงแรม ชื่อสะกดไม่ตรงกันในแต่ละช่องทาง หน้าแรกแทบไม่มีตัวหนังสือให้ Google อ่าน และ OTA ซื้อโฆษณาบนชื่อโรงแรม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่โรงแรมแก้เองได้
ควรซื้อโฆษณา Google บนชื่อโรงแรมตัวเองหรือไม่
ควรซื้อเมื่อพบว่ามี OTA หรือเว็บอื่นลงโฆษณาบนชื่อโรงแรมอยู่ เพราะราคาต่อคลิกของชื่อแบรนด์ตัวเองมักต่ำเมื่อเทียบกับค่าคอมมิชชัน ถ้าไม่มีใครลงโฆษณาและเว็บตรงอยู่อันดับ 1 อยู่แล้ว ยังไม่จำเป็นต้องซื้อ ควรทดลองเปิดและปิดสลับกันเพื่อวัดผลจริง
เช็กหน้าแรกของชื่อโรงแรมต้องทำบ่อยแค่ไหน
แนะนำเดือนละ 1 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที โดยค้นจากมือถือในโหมดไม่ระบุตัวตนและเก็บภาพหน้าจอไว้เทียบ ช่วงก่อนวันหยุดยาวหรือ high season ควรเช็กเพิ่มอีกรอบ เพราะมักมีโฆษณาบนชื่อโรงแรมมากขึ้น
ถ้า AI ตอบข้อมูลโรงแรมผิดต้องแก้อย่างไร
ให้ทำข้อมูลที่ถูกต้องให้หาเจอง่ายบนเว็บตรง เขียนเป็นประโยคเต็มในหน้า FAQ ใส่ตัวเลขและวันที่อัปเดตให้ชัด แล้วแก้ข้อมูลบน Google Business Profile และ OTA ให้ตรงกัน จากนั้นถามซ้ำทุกเดือนเพราะคำตอบของ AI เปลี่ยนได้ตลอด
sitelinks ใต้เว็บโรงแรมตั้งค่าเองได้ไหม
ตั้งค่าโดยตรงไม่ได้ เพราะ Google เป็นคนเลือกให้อัตโนมัติ แต่โรงแรมช่วยได้ด้วยการจัดเมนูให้ชัด ตั้งชื่อหน้าตรงกับสิ่งที่แขกค้น เช่น ห้องพัก โปรโมชั่น ติดต่อ และให้แต่ละหน้ามีเนื้อหาที่เป็นตัวหนังสือจริง
Want to know your hotel website score?
Free SEO, AEO, GEO and keyword scan in 30 seconds, no sign-up
Scan your hotel site free