Hotel marketing know-how · 20 Sep 2026
Demand trend สำหรับโรงแรม: ใช้ Google Trends กับปฏิทินคอนเสิร์ต เทศกาล และวันหยุดยาว วางแคมเปญล่วงหน้า 60 วันก่อนคู่แข่ง
วิธีใช้ Google Trends กับปฏิทินคอนเสิร์ต เทศกาล และวันหยุดยาว ให้โรงแรมเห็น demand ล่วงหน้า 60 วัน พร้อมแผนแคมเปญรายสัปดาห์ ตาราง และเช็กลิสต์ที่ทีมเล็กใช้ได้จริง

ถามโรงแรมส่วนใหญ่ในไทยว่ารู้ตัวตอนไหนว่าจะมีคอนเสิร์ตใหญ่หรือวันหยุดยาวมาถึง คำตอบที่เจอบ่อยที่สุดคือ รู้ตอนที่แขกโทรมาถามว่าห้องเต็มหรือยัง ซึ่งแปลว่าเราขายห้องช่วงนั้นออกไปในราคาปกติเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ demand ในพื้นที่สูงกว่าวันธรรมดาหลายเท่า ผมเจอเรื่องแบบนี้มาตลอด 15 ปีที่ทำงานโรงแรม และเกือบทุกครั้งสาเหตุไม่ใช่เพราะทีมขี้เกียจ แต่เพราะไม่มีระบบดูล่วงหน้า
บทความนี้จะพาทำระบบที่ใช้ของฟรี 2 อย่างคือ Google Trends กับปฏิทินงานในพื้นที่ เพื่อให้ทีมการตลาดโรงแรมเห็น demand ล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน แล้ววางแคมเปญได้ก่อนคู่แข่ง ก่อนที่ OTA จะกวาดยอดจองไปในราคาที่เรากำหนดเองไม่ได้ เหมาะกับโรงแรมขนาดเล็กถึงกลางที่มีทีมการตลาด 1 ถึง 3 คน และไม่มีงบซื้อข้อมูลราคาแพง
Demand trend ของโรงแรมคืออะไร และต่างจากยอดจองยังไง
Demand trend คือแนวโน้มความสนใจของคนที่กำลังจะเดินทางมาพื้นที่เรา วัดจากพฤติกรรมค้นหาและงานที่จะเกิดขึ้น ก่อนที่ยอดจองจริงจะเข้ามาในระบบ พูดง่าย ๆ คือยอดจองบอกอดีต แต่ demand trend บอกอนาคต
โรงแรมที่ดูแต่รายงาน pickup จาก PMS จะเห็นแค่ห้องที่ถูกจองไปแล้ว ซึ่งเป็นปลายทางของการตัดสินใจ ก่อนหน้านั้นแขกผ่านขั้นตอนอีกหลายอย่าง เริ่มจากรู้ว่ามีงาน ค้นหาที่พักใน Google เทียบราคาบน OTA ถามเพื่อนใน LINE แล้วค่อยจอง ช่วงเวลาระหว่างค้นหาครั้งแรกจนถึงจองจริงของแขกคนไทยส่วนใหญ่อยู่ที่ 2 ถึง 6 สัปดาห์ ส่วนแขกต่างชาติยาวกว่านั้นถึง 8 ถึง 12 สัปดาห์ ช่วงเวลานี้แหละที่ Google Trends จับได้ แต่ PMS ยังจับไม่ได้
สัญญาณ demand ที่โรงแรมขนาดเล็กถึงกลางควรดูมี 4 แหล่ง
- Google Trends บอกว่าคนเริ่มค้นหาที่พักในพื้นที่เรามากขึ้นหรือน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
- ปฏิทินงานในพื้นที่ บอกว่าทำไมคนถึงค้น และแขกกลุ่มไหนจะมา
- Pickup ในระบบจองของเรา บอกว่าสัญญาณจาก 2 ข้อแรกเริ่มกลายเป็นเงินหรือยัง
- ราคาคู่แข่งบน OTA บอกว่าตลาดเริ่มรับรู้ demand แล้วหรือยัง ถ้าคู่แข่งยังไม่ขยับราคา แปลว่าเรายังนำอยู่
ทั้ง 4 อย่างต้องดูพร้อมกัน แต่บทความนี้จะลงลึกที่ 2 อย่างแรก เพราะเป็นส่วนที่โรงแรมส่วนใหญ่ยังไม่ได้ทำ และเป็นส่วนที่ทำให้เห็นล่วงหน้าได้ไกลที่สุด
ทำไมต้อง 60 วัน ไม่ใช่ 7 วันหรือ 6 เดือน?
เพราะ 60 วันคือจุดที่ demand เริ่มก่อตัวใน Google แล้ว แต่ห้องพักส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังว่าง ทำให้เรายังตั้งราคาและเลือกช่องทางขายได้อิสระ ถ้าช้ากว่านั้นเราจะกลายเป็นคนตาม ถ้าเร็วกว่านั้นข้อมูลยังไม่นิ่งพอจะตัดสินใจ
ลองดูจากมุมของแขกแต่ละกลุ่ม
- แขกไทยเที่ยวเอง จองล่วงหน้า 2 ถึง 4 สัปดาห์สำหรับวันหยุดยาว ถ้ามีคอนเสิร์ตจะจองเร็วขึ้นเป็น 4 ถึง 8 สัปดาห์เพราะกลัวห้องเต็ม
- แขกต่างชาติ จองล่วงหน้า 6 ถึง 12 สัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลใหญ่อย่างสงกรานต์และลอยกระทง
- กรุ๊ปและสัมมนา จองล่วงหน้า 3 ถึง 6 เดือน แต่มักคอนเฟิร์มจริงที่ 45 ถึง 60 วัน
จะเห็นว่า 60 วันคือจุดที่ทุกกลุ่มเริ่มขยับพร้อมกัน ถ้าเราเริ่มแคมเปญตอน 7 วันก่อนงาน สิ่งที่เหลือคือห้องที่คู่แข่งขายไม่หมด แล้วต้องไปแข่งลดราคากับเขา ส่วนถ้าเริ่มตอน 6 เดือน ผู้จัดคอนเสิร์ตยังไม่ประกาศวันแน่นอน วันหยุดชดเชยยังไม่ออกจากคณะรัฐมนตรี และ OTA ยังไม่เปิดขายห้องช่วงนั้นเต็มรูปแบบ พลังงานที่ลงไปจะเสียเปล่าครึ่งหนึ่ง
ตัวเลข 60 วันไม่ใช่กฎเหล็ก โรงแรมริมทะเลที่รับแขกยุโรปเป็นหลักอาจต้องขยับเป็น 90 วัน ส่วนโรงแรมในเมืองที่รับแขกไทยขับรถมาเองอาจใช้ 45 วันก็พอ วิธีหาตัวเลขที่ใช่ของโรงแรมคุณคือดึงรายงาน booking lead time จาก PMS ย้อนหลัง 12 เดือน แล้วดูว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของยอดจองเข้ามาในช่วงกี่วันก่อนเข้าพัก บวกไปอีก 2 สัปดาห์ นั่นคือจุดที่แคมเปญควรเริ่ม
ใช้ Google Trends ดู demand โรงแรมยังไงให้เห็นสัญญาณจริง
เริ่มจากพิมพ์คำที่แขกใช้จริงเวลาหาที่พัก เช่น ที่พักหัวหิน หรือ โรงแรมเชียงใหม่ ตั้งประเทศเป็นไทย ตั้งช่วงเวลาย้อนหลัง 5 ปี แล้วดูว่าพีคเกิดซ้ำเดือนไหนทุกปี จากนั้นค่อยย่อลงมาดู 90 วันล่าสุดเพื่อหาสัญญาณที่กำลังก่อตัว
ตั้งค่า 4 อย่างที่ต้องทำทุกครั้ง
- ประเทศ เลือกไทยถ้าเป้าหมายคือแขกไทย และเลือกประเทศต้นทางถ้าดูแขกต่างชาติ เช่น จีน เกาหลี หรือเยอรมนี
- ช่วงเวลา ดู 5 ปีก่อนเพื่อหา pattern ประจำปี แล้วดู 90 วันเพื่อหาสิ่งที่ผิดไปจาก pattern
- หมวดหมู่ เลือกท่องเที่ยว เพื่อตัดคำค้นที่ไม่เกี่ยว เช่น คนค้นชื่อจังหวัดเพราะข่าว
- ประเภทการค้นหา ใช้ค้นหาเว็บเป็นหลัก แต่ลองสลับเป็น YouTube ดูด้วย เพราะแขกไทยจำนวนมากหาที่เที่ยวจากวิดีโอก่อน
คำค้นที่ควรใส่เปรียบเทียบ
Google Trends ให้เทียบได้ครั้งละ 5 คำ ผมแนะนำชุดนี้สำหรับโรงแรมทุกแห่ง
- ชื่อพื้นที่ + ที่พัก เช่น ที่พักเขาใหญ่
- ชื่อพื้นที่ + โรงแรม เช่น โรงแรมเขาใหญ่
- ชื่องานหรือเทศกาลที่กำลังจะมา เช่น ชื่อเทศกาลดนตรี หรือชื่องานวิ่งที่จัดในพื้นที่
- ชื่อศิลปินหรืองานคอนเสิร์ต + ชื่อจังหวัด
- วันหยุดยาว + ชื่อพื้นที่ เช่น หยุดยาว เขาใหญ่
อีกชุดที่มีประโยชน์มากคือเทียบพื้นที่เรากับพื้นที่คู่แข่ง เช่น ที่พักหัวหิน เทียบกับ ที่พักพัทยา และ ที่พักเขาใหญ่ ถ้าเส้นของเราขึ้นช้ากว่าคู่แข่งในช่วงเดียวกัน แปลว่าปีนี้แขกกำลังเลือกไปที่อื่น ซึ่งควรรู้ตั้งแต่ 60 วันก่อน ไม่ใช่รู้จากรายงานสิ้นเดือน
อ่านหน้าจอ Google Trends ยังไง
ตัวเลขที่เห็นคือค่า 0 ถึง 100 โดย 100 คือจุดที่คำนั้นถูกค้นมากที่สุดในช่วงเวลาที่เลือก ไม่ใช่จำนวนคนค้นจริง ดังนั้นสิ่งที่ต้องดูคือรูปร่างของเส้น ไม่ใช่ตัวเลข ถ้าเส้นของปีนี้ในสัปดาห์เดียวกันสูงกว่าปีก่อน แปลว่าความสนใจเพิ่ม ถ้าต่ำกว่า แปลว่าต้องหาสาเหตุ
ส่วนที่คนมองข้ามแต่มีค่าที่สุดคือ 2 ส่วนล่างของหน้า ส่วนแรกคือความสนใจตามภูมิภาคย่อย ซึ่งบอกว่าคนค้นหาที่พักในพื้นที่เรามาจากจังหวัดไหน ถ้าเป็นกรุงเทพกับปริมณฑล แปลว่าเป็นแขกขับรถมาเอง ถ้าเป็นเชียงใหม่หรือขอนแก่น อาจเป็นแขกที่บินมาและต้องการรถรับส่ง ส่วนที่ 2 คือคำค้นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแท็บที่กำลังมาแรง ซึ่งมักโผล่ชื่องานหรือชื่อคอนเสิร์ตที่เรายังไม่รู้ตัว
ปฏิทินงานในพื้นที่ต้องมีอะไรบ้าง และหาข้อมูลจากไหน
ปฏิทินที่ใช้งานได้จริงต้องมีงาน 5 ประเภท คือวันหยุดยาวราชการ เทศกาลประเพณีท้องถิ่น คอนเสิร์ตและอีเวนต์ใหญ่ งานกีฬาและงานวิ่ง และงานประชุมสัมมนาของหน่วยงานหรือบริษัท แต่ละประเภทรู้ล่วงหน้าได้ไม่เท่ากันและดึงแขกคนละกลุ่ม
| ประเภทงาน | ตัวอย่าง | รู้ล่วงหน้าได้กี่วัน | แขกกลุ่มหลัก | แหล่งข้อมูล |
|---|---|---|---|---|
| วันหยุดยาวราชการ | สงกรานต์ วันหยุดชดเชย วันหยุดพิเศษที่คณะรัฐมนตรีประกาศ | 90 ถึง 365 วัน | ครอบครัวไทย คู่รัก | ประกาศวันหยุดประจำปีของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรีรายสัปดาห์ |
| เทศกาลประเพณีท้องถิ่น | ยี่เป็ง ผีตาโขน แห่เทียน บั้งไฟ งานประจำปีจังหวัด | 60 ถึง 180 วัน | แขกต่างชาติ นักถ่ายภาพ กรุ๊ปทัวร์ | สำนักงาน ททท. จังหวัด เทศบาล สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด |
| คอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี | คอนเสิร์ตศิลปินไทย เทศกาลดนตรีกลางแจ้ง คอนเสิร์ตศิลปินเกาหลี | 30 ถึง 120 วัน | คนรุ่นใหม่ กลุ่มเพื่อน แขกจากกรุงเทพ | เพจผู้จัด เพจสถานที่จัด ระบบขายบัตร คำค้นมาแรงใน Google Trends |
| งานกีฬาและงานวิ่ง | มาราธอน ไตรกีฬา แข่งจักรยาน ฟุตบอลนัดใหญ่ | 90 ถึง 240 วัน | นักกีฬาและครอบครัว มาพักคืนก่อนแข่ง | เพจผู้จัดงานวิ่ง สมาคมกีฬาจังหวัด ปฏิทินสนามกีฬา |
| ประชุมสัมมนาและงานราชการ | สัมมนาบริษัท ประชุมวิชาการ งานกาชาด งานราชการระดับภาค | 30 ถึง 180 วัน | กรุ๊ปบริษัท ข้าราชการ ผู้ร่วมงาน | ศูนย์ประชุมในพื้นที่ สมาคมโรงแรมจังหวัด หอการค้า กลุ่ม LINE ผู้ประกอบการ |
วิธีทำปฏิทินที่ทีมใช้ได้จริงไม่ต้องซับซ้อน ใช้ปฏิทินออนไลน์ที่ทีมมีอยู่แล้ว สร้างปฏิทินแยก 1 อันชื่อ Demand แล้วให้คนในทีม 1 คนรับผิดชอบเติมงานใหม่ทุกวันจันทร์ ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที โดยเปิดแหล่งข้อมูลตามตารางด้านบนไล่ทีละแหล่ง ทุกงานที่ใส่ต้องมี 4 อย่าง คือชื่องาน วันจัด จำนวนคนที่คาดว่าจะมา และระยะทางจากโรงแรม
เคล็ดลับที่ได้ผลดีมากคือตั้งแจ้งเตือนอัตโนมัติในปฏิทินที่ 60 วัน 30 วัน และ 14 วันก่อนงาน เพื่อให้ปฏิทินเตือนทีมเอง แทนที่จะพึ่งความจำของคนคนเดียว และควรใส่งานของจังหวัดข้างเคียงด้วย เพราะคอนเสิร์ตที่พัทยาทำให้ห้องในศรีราชาและบางแสนเต็มได้เหมือนกัน
อ่านสัญญาณจาก Google Trends ยังไงไม่ให้หลอกตัวเอง?
ตัวเลข Google Trends เป็นค่าเปรียบเทียบ ไม่ใช่จำนวนคนค้นจริง จึงต้องดูคู่กับปฏิทินงานและ pickup ในระบบจองเสมอ กฎที่ผมใช้คือต้องมีสัญญาณอย่างน้อย 2 จาก 3 แหล่งชี้ไปทางเดียวกันก่อนจะขยับราคาหรือใช้งบโฆษณา
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยมี 5 แบบ
- สับสนระหว่างข่าวกับความตั้งใจเดินทาง คำว่าชื่อจังหวัดเฉย ๆ พุ่งขึ้นได้เพราะน้ำท่วมหรือดราม่าในโซเชียล ต้องใช้คำที่มีคำว่าที่พักหรือโรงแรมพ่วงอยู่เสมอ และตั้งหมวดหมู่เป็นท่องเที่ยว
- ใช้คำที่แคบเกินไป ถ้าคำค้นมีปริมาณน้อย กราฟจะเป็นเส้นหยัก ๆ ที่ดูเหมือนมีพีคทั้งที่มีคนค้นเพิ่มแค่ไม่กี่คน ให้ถอยไปใช้คำที่กว้างขึ้น 1 ระดับ เช่น จากชื่ออำเภอเป็นชื่อจังหวัด
- แยกไม่ออกระหว่างฤดูกาลกับอีเวนต์ ที่พักเชียงใหม่ขึ้นทุกเดือนพฤศจิกายนอยู่แล้ว ถ้าปีนี้ขึ้นเท่าเดิม ไม่ได้แปลว่ามีอะไรพิเศษ ต้องเทียบปีต่อปีในสัปดาห์เดียวกัน
- ค้นเยอะแต่ไม่ค้างคืน งานบางงานดึงคนมาเช้าเย็นกลับ เช่น งานวิ่งระยะสั้นหรือคอนเสิร์ตในกรุงเทพที่คนนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านได้ ต้องดูระยะทางและเวลาจบงานประกอบ
- เอาปีก่อนมาเป็นคำทำนาย ปีก่อนเต็มไม่ได้แปลว่าปีนี้จะเต็ม ถ้ามีโรงแรมใหม่เปิดในพื้นที่เพิ่ม 300 ห้อง หรือคอนเสิร์ตย้ายไปจัดจังหวัดอื่น pattern จะเปลี่ยนทันที
วิธีตรวจง่าย ๆ ทุกสัปดาห์คือทำตาราง 3 ช่องบนกระดาษแผ่นเดียว ช่องแรก Google Trends ขึ้นหรือลง ช่องที่ 2 ปฏิทินมีงานไหม ช่องที่ 3 pickup 7 วันล่าสุดของช่วงวันนั้นสูงกว่าปีก่อนไหม ถ้าติ๊กได้ 2 ช่องขึ้นไป ค่อยเดินหน้าแคมเปญเต็มตัว
แผนแคมเปญล่วงหน้า 60 วัน ทำอะไรในสัปดาห์ไหน
แบ่งแผนเป็น 5 จุด คือ 60 45 30 14 และ 7 วันก่อนงาน แต่ละจุดมีหน้าที่ต่างกัน ตั้งแต่ตั้งราคาและปิดโปรโมชั่นลดราคา ไปจนถึงกวาดแขกนาทีสุดท้ายโดยไม่ทำลายราคา
| จุดเวลา | งานด้านราคาและห้อง | งานด้านคอนเทนต์และช่องทาง | ตัวเลขที่ต้องดู |
|---|---|---|---|
| 60 วันก่อนงาน | ตั้งราคาช่วงงานสูงกว่าปกติตามระดับ demand ปิดโปรโมชั่นลดราคาบน OTA สำหรับวันเหล่านั้น ตั้งขั้นต่ำ 2 คืนถ้างานอยู่ติดวันหยุด | เปิดหน้า landing page บนเว็บโรงแรมสำหรับงานนั้น เขียนโพสต์ใน Google Business Profile แจ้งทีมขายให้ติดต่อกรุ๊ปเก่า | Google Trends ปีนี้เทียบปีก่อน ราคาคู่แข่ง 5 แห่งบน OTA |
| 45 วันก่อนงาน | ตรวจ pickup ถ้าเกิน 30 เปอร์เซ็นต์แล้วขยับราคาขึ้นอีกขั้น ถ้ายังต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ให้เพิ่มของแถมแทนลดราคา | ยิงโฆษณาไปยังจังหวัดต้นทางที่เห็นใน Google Trends ส่ง LINE OA broadcast หาแขกเก่า ทำแพ็กเกจรวมรถรับส่งไปงาน | Occupancy ของช่วงงาน ยอดคลิกหน้า landing page ยอดจองตรง |
| 30 วันก่อนงาน | รีวิวราคาอีกรอบ เปิดหรือปิดห้องบางประเภทบน OTA ตามยอดที่เหลือ กันห้องส่วนหนึ่งไว้ให้แขกจองตรง | โพสต์คอนเทนต์ว่าเดินทางจากโรงแรมไปงานยังไง จอดรถตรงไหน กินอะไร ตอบคำถามที่คนถามใน Pantip และกลุ่ม Facebook | สัดส่วน direct เทียบ OTA คำค้นมาแรงที่เพิ่มขึ้น |
| 14 วันก่อนงาน | ถ้าเหลือเกิน 40 เปอร์เซ็นต์ ให้ทำแพ็กเกจเพิ่มมูลค่า เช่น อาหารเย็นหรือเลทเช็คเอาต์ ห้ามหั่นราคาต่ำกว่าคู่แข่งทันที | รีมาร์เก็ตติ้งหาคนที่เข้าหน้า landing page แล้วไม่จอง ปักหมุดโพสต์บนเพจ ตอบแชทเร็วกว่าเดิม | ยอดจองรายวัน อัตราการยกเลิก ราคาคู่แข่งที่เริ่มขยับ |
| 7 วันก่อนงาน | เปิดห้องที่กันไว้ทั้งหมด ตั้งราคาตามที่เหลือจริง เตรียมรับ walk in และแขกที่ถูกโรงแรมอื่นยกเลิก | โพสต์บรรยากาศเตรียมงาน สื่อสารกับแขกที่จองแล้วเรื่องเวลาเช็คอินและการเดินทาง | ห้องที่เหลือ ADR เฉลี่ยของช่วงงาน รีวิวที่เข้ามาหลังงาน |
สิ่งที่อยากย้ำคือแต่ละจุดต้องมีคนรับผิดชอบชัดเจน โรงแรมที่มีทีมการตลาด 2 คน ให้คนหนึ่งดูราคาและ OTA อีกคนดูคอนเทนต์และช่องทาง แล้วผู้จัดการทั่วไปดูตัวเลขในช่องสุดท้ายทุกวันศุกร์ ใช้เวลาประชุมไม่เกิน 15 นาที
ทำไมต้องปิดโปรลดราคาตั้งแต่ 60 วัน
โรงแรมจำนวนมากตั้งโปรโมชั่นบน OTA ไว้ตั้งแต่ต้นปี เช่น ลด 20 เปอร์เซ็นต์สำหรับจองล่วงหน้า 30 วัน โดยไม่ได้ยกเว้นวันที่มีอีเวนต์ ผลคือคืนที่ demand สูงที่สุดของปีถูกขายไปในราคาถูกที่สุด การปิดโปรที่ 60 วันคือการป้องกันเรื่องนี้ก่อนที่แขกกลุ่มแรกที่จองเร็วที่สุดจะเข้ามา
ตัวอย่างจริง โรงแรมขนาด 60 ห้องในหัวหินกับเทศกาลดนตรีปลายปี
โรงแรมแห่งนี้มีทีมการตลาด 2 คน ปีแรกที่เริ่มทำระบบนี้ พวกเขาเห็นคำค้นชื่อเทศกาลดนตรี + ที่พัก โผล่ในแท็บกำลังมาแรงของ Google Trends ตอน 68 วันก่อนงาน ทั้งที่ผู้จัดเพิ่งประกาศวันจัดได้ไม่ถึงสัปดาห์
เมื่อเปิดปฏิทิน Demand พบว่างานตรงกับวันหยุดยาวปลายปีพอดี และความสนใจตามภูมิภาคย่อยชี้ว่าคนค้นหาส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพและนนทบุรี แปลว่าเป็นแขกขับรถมาเอง ห้องพักที่มีที่จอดรถและเช็คเอาต์สายจะขายได้ พวกเขาทำตามแผน 60 วันดังนี้
- วันที่ 60 ปิดโปรจองล่วงหน้าบน OTA สำหรับ 3 คืนของงาน ตั้งราคาสูงกว่าวันหยุดปกติ ตั้งขั้นต่ำ 2 คืน และเปิดหน้าเว็บที่พักใกล้งาน พร้อมคำตอบว่าห่างจากสถานที่จัดกี่นาที มีรถรับส่งไหม จอดรถได้กี่คัน
- วันที่ 45 pickup อยู่ที่ 35 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าปีก่อนในช่วงเดียวกันเกือบเท่าตัว จึงขยับราคาขึ้นอีก 1 ขั้น และยิงโฆษณาไปยังกรุงเทพและนนทบุรีโดยใช้รูปห้องพักคู่กับข้อความเรื่องรถรับส่งไปงาน
- วันที่ 30 ยอดจองตรงผ่านเว็บสูงกว่าปกติเพราะหน้า landing page เริ่มติด Google สำหรับคำว่าชื่องาน + ที่พัก ทีมเขียนโพสต์ตอบคำถามเรื่องการเดินทางและอาหารรอบสถานที่จัดงาน แล้วไปตอบกระทู้ที่คนถามใน Pantip
- วันที่ 14 เหลือห้อง 12 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องลดราคา แต่ทำแพ็กเกจอาหารเช้าแบบเอาขึ้นรถได้สำหรับคนออกเช้า
- วันที่ 7 เต็ม 3 คืน ทีมหันไปสื่อสารกับแขกที่จองแล้วเรื่องเวลาเช็คอินและรถติด
สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้ไม่ได้อยู่ที่ยอดขาย แต่อยู่ที่ความผิดพลาดวันที่ 60 ตอนไล่ปิดโปรบน OTA พวกเขาลืม OTA เจ้าที่ 3 ที่มีโปรลด 15 เปอร์เซ็นต์ค้างอยู่ ห้อง 8 ห้องแรกจึงถูกขายไปในราคาถูกกว่าที่ควร ปีถัดมาพวกเขาเลยเพิ่มข้อในเช็กลิสต์ว่าต้องเปิดทุก OTA ไล่ดูทีละเจ้า ไม่ใช่ดูแค่เจ้าใหญ่ 2 เจ้า
ใช้ระบบเดียวกันหาช่วง demand ต่ำ เพื่อเปิดแคมเปญก่อนโรงแรมข้าง ๆ
ระบบนี้ไม่ได้มีไว้แค่หาช่วงพีค แต่ใช้หาช่วงที่ demand จะตกล่วงหน้า 60 วันได้เหมือนกัน ซึ่งมีค่ามากกว่าสำหรับโรงแรมที่ปัญหาหลักคือวันธรรมดาว่าง
ตัวอย่างคือโรงแรมขนาด 35 ห้องในเชียงใหม่ ทีมการตลาดมีคนเดียว เธอดู Google Trends ทุกวันจันทร์และสังเกตว่าเส้นที่พักเชียงใหม่ของปีนี้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนต่ำกว่าปีก่อนราว 20 เปอร์เซ็นต์ในสัปดาห์เดียวกัน ขณะที่ปฏิทินก็ไม่มีงานอะไรใน 60 วันข้างหน้า และคำค้นที่พักน่านกับที่พักเขาใหญ่กำลังขึ้นสวนทาง
แทนที่จะรอให้ห้องว่างแล้วค่อยลดราคาแข่งกับโรงแรมข้าง ๆ เธอเปิดแคมเปญตั้งแต่ 55 วันก่อนหน้าโดยเจาะกลุ่มที่ไม่สนฤดูฝน คือกลุ่มทำงานทางไกลจากกรุงเทพที่อยากมาอยู่ยาว 5 ถึง 7 คืน ทำแพ็กเกจรวมอาหารเช้าและซักผ้า และเขียนหน้าเว็บตอบคำถามเรื่องอินเทอร์เน็ต โต๊ะทำงาน และคาเฟ่ใกล้โรงแรม ผลคือช่วงที่โรงแรมรอบข้างต้องหั่นราคาลึก โรงแรมของเธอมีแขกพักยาวมารองรับส่วนหนึ่ง โดยไม่ต้องลดราคาต่อคืนลงไปเท่าเขา ผมไม่ได้บอกว่าทุกโรงแรมจะได้ผลแบบนี้ แต่การรู้ก่อน 60 วันทำให้เธอมีทางเลือกที่โรงแรมอื่นไม่มี
Checklist ก่อนกดปล่อยแคมเปญทุกครั้ง
ก่อนใช้งบหรือขยับราคาตามสัญญาณ demand ให้ไล่เช็กลิสต์นี้ให้ครบ ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที แต่ป้องกันความผิดพลาดที่แพงที่สุดได้เกือบทั้งหมด
- เทียบ Google Trends ปีนี้กับปีก่อนในสัปดาห์เดียวกันแล้ว ไม่ใช่ดูแค่เส้นขึ้น
- ยืนยันวันจัดงานจากผู้จัดโดยตรง ไม่ใช่จากโพสต์ที่แชร์ต่อกัน
- เช็กแล้วว่างานตรงกับวันหยุดราชการหรือวันหยุดชดเชยหรือไม่ และมีการประกาศวันหยุดพิเศษเพิ่มไหม
- ดูความสนใจตามภูมิภาคย่อยแล้วว่าแขกจะมาจากจังหวัดไหน และเลือกช่องทางโฆษณาตามนั้น
- ไล่เปิดทุก OTA ทีละเจ้าเพื่อปิดโปรลดราคาในวันที่มีอีเวนต์ รวมถึงโปรที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นปี
- ราคาบนเว็บโรงแรมเท่ากับหรือดีกว่า OTA สำหรับวันเหล่านั้น
- หน้า landing page ของงานขึ้นแล้ว มีคำตอบเรื่องระยะทาง การเดินทาง ที่จอดรถ และเวลาเช็คอิน
- Google Business Profile มีโพสต์เกี่ยวกับงาน และเวลาทำการช่วงนั้นถูกต้อง
- ทีม front และทีมขายรู้แล้วว่ามีงานอะไร ตอบแขกที่โทรมาถามได้ทันที
- ตั้งจุดตรวจ pickup ไว้ที่ 45 30 และ 14 วัน พร้อมคนรับผิดชอบ
- มีแผนสำรองถ้าที่ 14 วันยังเหลือห้องเกิน 40 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นแผนเพิ่มมูลค่า ไม่ใช่แผนลดราคา
เชื่อม demand trend เข้ากับ SEO เว็บตรง และคำตอบของ AI
สัญญาณ demand ที่เห็นล่วงหน้าจะมีค่าก็ต่อเมื่อเว็บโรงแรมมีหน้าที่รองรับคำค้นนั้นอยู่จริง เพราะแขกที่ค้นหาชื่องาน + ที่พัก ต้องเจอหน้าของเรา ไม่ใช่เจอแต่หน้า OTA ที่รวมโรงแรมทั้งจังหวัด
หน้า landing page สำหรับอีเวนต์ควรขึ้นตั้งแต่ 45 ถึง 60 วันก่อนงาน เพราะ Google ต้องใช้เวลาเก็บและจัดอันดับหน้าใหม่ โครงสร้างที่ได้ผลคือ title ที่มีชื่องานกับคำว่าที่พัก H1 ที่บอกชัดว่าห่างจากสถานที่จัดงานกี่นาที ย่อหน้าแรกตอบ 3 คำถามที่แขกถามบ่อยที่สุด คือเดินทางยังไง จอดรถได้ไหม และเช็คอินได้กี่โมง ตามด้วยส่วนคำถามพบบ่อยที่ใส่ schema แบบ FAQ เพื่อให้ทั้ง Google และ AI อ่านง่าย
ข้อดีที่หลายโรงแรมยังไม่รู้คือหน้าแบบนี้เป็นหน้าที่ AI ชอบหยิบไปตอบ ลองนึกภาพแขกถาม ChatGPT หรือ Gemini ว่า ไปเทศกาลดนตรีที่หัวหินพักตรงไหนดีที่ไม่ต้องขับรถไกล AI จะหาหน้าที่ตอบคำถามนั้นตรง ๆ และมีข้อมูลระยะทางกับการเดินทางชัดเจน โรงแรมที่มีหน้านี้ตั้งแต่ 60 วันก่อนจะมีโอกาสถูกเอ่ยชื่อมากกว่าโรงแรมที่มีแต่หน้าห้องพักทั่วไป ผมไม่รับประกันว่าจะถูกหยิบทุกครั้ง แต่ถ้าไม่มีหน้า ก็ไม่มีโอกาสเลย
เรื่องสุดท้ายคือหลังงานจบ อย่าลบหน้านี้ ให้แก้เนื้อหาเป็นข้อมูลสำหรับปีหน้า พร้อมรูปบรรยากาศและรีวิวของแขกที่มาพักช่วงงาน หน้าเดิมที่มีอายุและมีรีวิวจะติดอันดับง่ายกว่าหน้าใหม่ที่สร้างซ้ำทุกปี และเมื่อผู้จัดประกาศวันจัดครั้งถัดไป เราจะพร้อมก่อนใครตั้งแต่วันที่ 60
ก่อนจะเริ่มทั้งหมดนี้ ลองเช็กก่อนว่าเว็บโรงแรมของคุณตอนนี้อยู่ในสภาพที่ Google และ AI อ่านแล้วเข้าใจไหม ไปสแกนคะแนน SEO และ AI ของเว็บโรงแรมฟรีได้ที่ หน้าแรก ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที แล้วค่อยกลับมาวางปฏิทิน 60 วันของคุณ
FAQ
Google Trends ใช้ฟรีไหม และโรงแรมควรเปิดดูบ่อยแค่ไหน
ใช้ฟรีทั้งหมด ไม่ต้องสมัครสมาชิก โรงแรมขนาดเล็กถึงกลางควรเปิดดูสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เช่น ทุกเช้าวันจันทร์ ใช้เวลา 15 ถึง 30 นาที โดยเทียบคำค้นชุดเดิมทุกครั้งเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ถ้าจังหวัดเล็ก ข้อมูลใน Google Trends น้อยจนกราฟไม่นิ่ง ทำยังไง
ให้ขยายคำค้นกว้างขึ้น 1 ระดับ เช่น จากชื่ออำเภอเป็นชื่อจังหวัด หรือใช้ชื่อสถานที่ท่องเที่ยวหลักแทน และขยายช่วงเวลาเป็น 12 เดือนขึ้นไปเพื่อให้เส้นเรียบขึ้น จากนั้นพึ่งปฏิทินงานในพื้นที่กับ pickup ในระบบจองเป็นสัญญาณหลักแทน
ช่วงคอนเสิร์ตหรือวันหยุดยาวควรขึ้นราคาห้องเท่าไหร่
ไม่มีตัวเลขตายตัว ให้เริ่มจากราคาวันหยุดปกติของโรงแรมแล้วขยับขึ้นทีละขั้นตาม pickup ที่ 60 45 และ 30 วัน พร้อมดูราคาคู่แข่ง 5 แห่งบน OTA ประกอบ สิ่งสำคัญกว่าจำนวนที่ขึ้นคือการปิดโปรลดราคาที่ค้างอยู่บน OTA ก่อน เพื่อไม่ให้คืนที่ demand สูงถูกขายไปในราคาถูกที่สุด
ทีมการตลาดมีคนเดียว ทำแผน 60 วันนี้ไหวไหม
ไหว ถ้าตัดให้เหลือแค่ 3 งานหลัก คือดู Google Trends กับปฏิทินสัปดาห์ละครั้ง ปิดโปร OTA และตั้งราคาที่ 60 วัน และเปิดหน้า landing page ของงาน 1 หน้า ส่วนงานคอนเทนต์และโฆษณาค่อยเพิ่มเมื่อเห็นว่า pickup ที่ 45 วันตอบสนองจริง
Want to know your hotel website score?
Free SEO, AEO, GEO and keyword scan in 30 seconds, no sign-up
Scan your hotel site free