ความรู้การตลาดโรงแรม · 14 ก.ย. 2569
Keyword โรงแรมตามจังหวัด วิธีหาคำค้นที่คนไทยใช้จริง และวางลง title กับ H1 หน้าห้องพัก
วิธีหา keyword โรงแรมตามจังหวัดที่คนไทยพิมพ์ค้นจริง จัดกลุ่มคำเป็น 4 ชั้น แล้ววางลง title และ H1 หน้าห้องพักแต่ละประเภทให้ตรงเจตนาคนจอง พร้อมเช็กลิสต์ก่อนเผยแพร่

เวลาคนไทยจะหาที่พัก เขาไม่ได้เริ่มจากชื่อโรงแรมของคุณ เขาเริ่มจากคำว่า ที่พักหัวหินติดทะเล หรือ โรงแรมเชียงใหม่ใกล้นิมมาน แล้วค่อยไล่ดูว่าใครโผล่มาบ้าง ปัญหาคือเว็บโรงแรมไทยจำนวนมากยังตั้ง title หน้าห้องพักว่า Deluxe Room เฉย ๆ ซึ่งแทบไม่มีใครในประเทศนี้พิมพ์ค้นหาคำนั้น บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่วิธีหาคำค้นที่คนไทยใช้จริงในจังหวัดของคุณ ไปจนถึงการวางคำเหล่านั้นลงใน title tag และ H1 ของหน้าห้องพักแต่ละประเภท โดยใช้ของฟรีที่คุณมีอยู่แล้ว และใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อรอบ
คนไทยค้นหาที่พักด้วยคำแบบไหนกันแน่
คนไทยส่วนใหญ่ค้นด้วยสูตร ประเภทที่พัก บวก ทำเล ไม่ใช่ชื่อโรงแรม และมักพิมพ์ติดกันโดยไม่เว้นวรรค เช่น ที่พักหัวหินติดทะเล โรงแรมอุดรใกล้สนามบิน รีสอร์ทเขาใหญ่พาหมาได้ คำพวกนี้คือคำที่ทำเงินให้โรงแรมขนาดเล็กถึงกลาง เพราะคนที่พิมพ์ยังไม่ได้เลือกโรงแรม แต่เลือกทำเลไปแล้ว
ถ้าลองแยกพฤติกรรมการค้นของคนไทยออกมา จะเห็นรูปแบบซ้ำ ๆ อยู่ 4 แบบ
- ประเภท บวก จังหวัด เช่น โรงแรมกระบี่ ที่พักน่าน รีสอร์ทระยอง คำกลุ่มนี้ค้นเยอะที่สุดแต่แข่งยากที่สุด เพราะหน้าแรกเต็มไปด้วย OTA และเว็บรวมที่พัก
- ประเภท บวก ทำเลย่อย เช่น ที่พักอ่าวนาง โรงแรมใกล้นิมมาน ที่พักปาย ที่พักแถวเซ็นทรัลเฟสติวัล กลุ่มนี้แข่งง่ายกว่ามากและคนใกล้ตัดสินใจกว่า
- ประเภท บวก เงื่อนไข เช่น ที่พักพาสัตว์เลี้ยงได้ ห้องพักครอบครัวมีเด็กเล็ก ที่พักมีสระว่ายน้ำส่วนตัว โรงแรมมีที่จอดรถฟรี กลุ่มนี้คือคำที่หน้าห้องพักของคุณควรรับ
- คำถามยาวแบบพูดคุย เช่น ที่พักหัวหินสำหรับครอบครัว 4 คน งบไม่เกิน 3000 พักที่ไหนดี กลุ่มนี้โตเร็วมากเพราะคนเริ่มพิมพ์ถาม AI ด้วยภาษาพูด และเป็นคำที่ Google AI Overview ชอบดึงคำตอบไปใช้
อีกเรื่องที่ต้องรู้คือคนไทยสะกดไม่เหมือนกัน บางคนพิมพ์ รีสอร์ท บางคนพิมพ์ รีสอร์ต บางคนพิมพ์อังกฤษปนไทยว่า hotel หัวหิน และคนจำนวนไม่น้อยพิมพ์ชื่อจังหวัดแบบย่อ เช่น ที่พักอยุธยา กับ ที่พักกรุงเก่า ไม่ต้องพยายามยัดทุกแบบลงหน้าเดียว แต่ให้รู้ไว้ว่าคำไหนคือคำที่คนในพื้นที่ใช้จริง แล้วเลือกใช้คำนั้นเป็นหลัก
โรงแรม ที่พัก รีสอร์ท พูลวิลล่า ต่างกันตรงไหนในสายตาคนค้น
4 คำนี้คนค้นตั้งใจไม่เหมือนกัน และการเลือกผิดคำทำให้คุณไปแข่งกับคนที่ไม่ใช่ลูกค้าตัวเอง หลักง่าย ๆ คือเลือกคำหลัก 1 คำที่ตรงกับสินค้าจริงของคุณที่สุด แล้วเอาคำที่เหลือไปใส่ในหัวข้อรองและเนื้อหา ไม่ใช่ยัดทั้ง 4 คำลง title เดียวกัน
จากที่เจอในตลาดไทย คำว่า ที่พัก คือคำที่กว้างที่สุดและคนไทยใช้เยอะที่สุดเวลาวางแผนเที่ยว เหมาะกับโรงแรมเล็ก โฮสเทล บูทีค และที่พักในเมืองรอง คำว่า โรงแรม ให้ความรู้สึกเป็นทางการกว่า คนที่พิมพ์คำนี้มักเดินทางเพื่อทำงาน ประชุม อบรม หรือติดต่อราชการ คำว่า รีสอร์ท ผูกกับทะเล ภูเขา ธรรมชาติ และการพักผ่อนแบบครอบครัว ส่วน พูลวิลล่า คือกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวใหญ่ที่มาเช่าทั้งหลัง ซึ่งเจตนาต่างกันคนละเรื่องกับคนที่จองห้องเดี่ยว
ยกตัวอย่างโรงแรมขนาด 45 ห้องในเมืองอุบลราชธานี ที่ขายห้องให้คนมาอบรมและข้าราชการเป็นหลัก ถ้าไปดันคำว่า ที่พักอุบล จะได้คนที่กำลังหาที่เที่ยวราคาถูก แต่ถ้าเลือกคำว่า โรงแรมอุบล ใกล้ศาลากลาง หรือ โรงแรมอุบล มีห้องประชุม จะได้คนที่ตรงกับสินค้ามากกว่า ยอดคลิกอาจน้อยกว่า แต่สัดส่วนคนที่กดดูราคาห้องจะต่างกันชัดเจน
ในทางกลับกัน รีสอร์ทริมทะเล 30 ห้องในเกาะช้าง ที่พยายามเรียกตัวเองว่าโรงแรมในทุกหน้า จะเสียโอกาสจากคำว่า รีสอร์ทเกาะช้างติดหาด ซึ่งเป็นคำที่คนค้นจริงมากกว่าหลายเท่า ชื่อทางกฎหมายของกิจการกับคำที่ใช้ทำ SEO ไม่จำเป็นต้องเป็นคำเดียวกัน
หาคำค้นจริงของจังหวัดคุณได้อย่างไรใน 60 นาที
ไม่ต้องซื้อเครื่องมือแพงก็หาได้ ใช้ 6 แหล่งฟรีที่คุณมีอยู่แล้วภายในชั่วโมงเดียว แล้วจบด้วยการรวมทุกอย่างลงไฟล์เดียว ทำแบบนี้ทุก 3 เดือนก็เพียงพอสำหรับโรงแรมขนาดเล็กถึงกลาง
- Google Search Console 15 นาที เข้าไปที่รายงาน Performance เลือกช่วง 3 เดือน แล้วดูแท็บ Queries จดคำที่มี impression เยอะแต่ CTR ต่ำ และคำที่อยู่อันดับ 8 ถึง 20 เพราะสองกลุ่มนี้คือคำที่ Google มองว่าคุณเกี่ยวข้องอยู่แล้ว แค่ยังไม่ชนะ กลุ่มอันดับ 8 ถึง 20 คือของที่ขยับได้เร็วที่สุดด้วยการแก้ title กับ H1 เท่านั้น
- ช่องค้นหาของ Google 10 นาที พิมพ์ ที่พัก บวกชื่อจังหวัด แล้วอย่ากด Enter ดูคำที่ระบบเติมให้อัตโนมัติ จากนั้นกด Enter แล้วเลื่อนลงไปดูกล่องคำถามที่คนถามบ่อยและคำค้นที่เกี่ยวข้องด้านล่างสุด ทำซ้ำกับคำว่า โรงแรม รีสอร์ท และชื่ออำเภอหรือย่านที่โรงแรมคุณตั้งอยู่
- ช่องค้นหาบนแผนที่และบน OTA 10 นาที พิมพ์ชื่อจังหวัดลงไปแล้วดูว่าระบบเสนอทำเลอะไรบ้าง เช่น พิมพ์ กระบี่ แล้วขึ้น อ่าวนาง ไร่เลย์ คลองม่วง นั่นคือชื่อทำเลที่นักท่องเที่ยวรู้จักจริง ส่วนชื่อตำบลที่ไม่เคยขึ้นมาเลย แปลว่าไม่มีใครค้น อย่าเอาไปใส่ title
- ถามฟรอนต์กับแม่บ้าน 10 นาที อันนี้สำคัญกว่าที่คิด ถามว่าแขกโทรมาถามอะไรบ่อยที่สุด แขกเรียกห้องแต่ละแบบว่าอะไร แขกถามหาอะไรก่อนจอง คำที่ออกจากปากแขกคือคำที่เขาพิมพ์ค้นด้วย ถ้าแขกเรียกว่า ห้องเตียงใหญ่วิวทะเล แต่เว็บคุณเรียกว่า Superior Ocean Front แปลว่าคุณกับลูกค้าพูดกันคนละภาษา
- อ่านแชทและรีวิวย้อนหลัง 10 นาที เปิดกล่องข้อความ LINE และ Facebook ย้อนหลัง 2 เดือน ไล่ดูคำถามซ้ำ ๆ แล้วเปิดรีวิวบน OTA อ่านว่าแขกบรรยายโรงแรมคุณด้วยคำอะไร คำที่แขกใช้ชมซ้ำกัน 5 คนขึ้นไป คือจุดขายที่ควรอยู่ใน title
- ส่องหน้า 1 ของคู่แข่ง 5 ราย ค้นคำหลักของคุณแล้วอ่าน title กับ H1 ของคนที่ติดอันดับ 1 ถึง 5 ไม่ใช่เพื่อลอก แต่เพื่อดูว่า Google กำลังให้รางวัลกับโครงสร้างแบบไหน ถ้าทุกคนใส่ทำเลไว้ในชื่อหน้า แล้วคุณไม่ใส่ นั่นคือช่องว่างที่คุณเสียเปรียบฟรี ๆ
จบแล้วให้รวมทุกคำลงไฟล์เดียว ทำ 4 คอลัมน์คือ คำค้น เจตนาของคนค้น หน้าเว็บที่ควรรับคำนี้ และอันดับปัจจุบัน ไฟล์นี้คือแผนที่ SEO ของโรงแรมคุณทั้งปี ไม่ต้องสวย ขอให้มีจริง
จัดคำค้นเป็น 4 ชั้น แล้วจับคู่กับหน้าเว็บอย่างไร
เมื่อได้คำมาแล้ว อย่าเพิ่งเอาไปใส่ทุกหน้า ให้แบ่งเป็น 4 ชั้นตามความใกล้จอง แล้วกำหนดว่าแต่ละชั้นให้หน้าไหนรับผิดชอบ หลักคือ 1 หน้ารับ 1 คำหลัก ไม่ให้หน้าในเว็บเดียวกันไปแย่งคำเดียวกันเอง
| ชั้นคำค้น | ตัวอย่างคำ | เจตนาของคนค้น | หน้าที่ควรรับคำนี้ |
|---|---|---|---|
| ชั้น 1 ระดับจังหวัด | โรงแรมกระบี่ ที่พักน่าน รีสอร์ทระยอง | เพิ่งเริ่มหา ยังไม่เลือกทำเล แข่งกับ OTA สูง | หน้าแรก และบทความแนะนำเที่ยวในบล็อก |
| ชั้น 2 ระดับทำเล | ที่พักอ่าวนาง โรงแรมใกล้นิมมาน ที่พักติดหาดชะอำ | เลือกทำเลแล้ว กำลังเทียบ 5 ถึง 10 ที่ | หน้าแรก ถ้ามีสาขาเดียว หรือหน้าทำเลเฉพาะ ถ้ามีหลายสาขา |
| ชั้น 3 ระดับห้องและคุณสมบัติ | ห้องพักครอบครัวหัวหิน ห้องวิวทะเลระเบียงส่วนตัว ที่พักพาหมาได้เขาใหญ่ | ใกล้จองมาก กำลังเทียบว่าห้องไหนคุ้มกว่า | หน้าห้องพักแยกตามประเภทห้อง 1 ห้อง 1 หน้า |
| ชั้น 4 ระดับแบรนด์ | ชื่อโรงแรม ราคา ชื่อโรงแรม รีวิว ชื่อโรงแรม จองตรง | ตัดสินใจแล้ว กำลังหาว่าจองที่ไหนถูกกว่า | หน้าโปรโมชัน หน้าเงื่อนไขการจอง และ FAQ |
| ชั้นเสริม คำถามยาว | ที่พักหัวหินครอบครัว 4 คน งบ 3000 พักที่ไหนดี | ถามแบบภาษาพูด มักถาม AI หรือค้นเป็นประโยค | บทความในบล็อก และ FAQ ที่ตอบเป็นข้อ ๆ |
ข้อสังเกตที่โรงแรมส่วนใหญ่พลาดคือทุ่มทุกอย่างไปที่ชั้น 1 แล้วทิ้งชั้น 3 ไว้ว่างเปล่า ทั้งที่ชั้น 3 คือคำที่คุณมีสิทธิ์ชนะสูงสุดเพราะ OTA ไม่มีหน้าที่ลงลึกเท่าคุณ และเป็นคำที่คนพิมพ์ตอนกำลังจะควักบัตรเครดิตแล้ว
ควรวาง keyword ลง title tag และ H1 หน้าห้องพักอย่างไรไม่ให้ดูยัดคำ
title tag คือพาดหัวที่คนเห็นบนหน้าผลค้นหาและมีหน้าที่ทำให้คนกดเข้ามา ส่วน H1 คือคำสัญญาแรกที่คนเห็นหลังกดเข้ามาแล้ว ทั้งสองอันควรมีคำหลักเดียวกันแต่ไม่ต้องเหมือนกันเป๊ะ สูตรที่ใช้ได้จริงกับหน้าห้องพักคือ ประเภทห้อง บวก ทำเล บวก จุดขาย 1 อย่าง บวก ชื่อโรงแรม
ดูตัวอย่างก่อนและหลังของหน้าห้องพักโรงแรมริมทะเลแห่งหนึ่ง
ก่อน title คือ Deluxe Room และ H1 คือ Deluxe Room เหมือนกันเป๊ะ ไม่มีคำว่าหัวหิน ไม่มีคำว่าวิวทะเล ไม่มีอะไรบอกว่าพักได้กี่คน
หลัง title คือ ห้อง Deluxe วิวทะเล หัวหิน พักได้ 2 ท่าน ระเบียงส่วนตัว และ H1 คือ ห้อง Deluxe วิวทะเลเต็มตา พร้อมระเบียงส่วนตัว ใจกลางหัวหิน
ความต่างคือเวอร์ชันหลังตอบคำถามในหัวคนค้นได้ครบภายในบรรทัดเดียวว่า ห้องแบบไหน อยู่ที่ไหน เห็นอะไรจากห้อง และพักได้กี่คน คนไม่ต้องกดเข้าไปเดา
กฎที่ควรยึดเวลาเขียน
- คุมความยาว title ให้อยู่ราว 60 ตัวอักษร เพื่อไม่ให้ถูกตัดหายบนมือถือ เอาคำสำคัญที่สุดไว้ต้นประโยคเสมอ
- 1 หน้ามี H1 ได้อันเดียว ถ้าธีมเว็บเอาโลโก้หรือชื่อโรงแรมไปทำเป็น H1 ทุกหน้า ให้แก้ให้เป็นข้อความธรรมดาแล้วคืน H1 ให้กับหัวข้อของหน้านั้น
- ห้ามใส่คำหลักซ้ำเกิน 2 ครั้งใน title เดียว เช่น ที่พักหัวหิน ที่พักหัวหินราคาถูก ที่พักหัวหินติดทะเล อ่านแล้วเหมือนสแปมทั้งคนและระบบ
- ใส่ทำเลที่คนใช้จริง ไม่ใช่ชื่อตำบลตามทะเบียนบ้าน ถ้าคนเรียกย่านนั้นว่า ชะอำเหนือ ก็ใช้คำนั้น ไม่ต้องใช้ชื่อทางการที่ไม่มีใครค้น
- อย่าใส่ราคาลงใน title ถ้าราคาเปลี่ยนทุกสัปดาห์ เพราะคุณจะลืมมาแก้ แล้วกลายเป็นข้อมูลผิดที่ค้างอยู่บนหน้าผลค้นหาเป็นเดือน
- เขียน meta description ให้ต่อยอดจาก title ไม่ใช่ก๊อบมาซ้ำ ใส่สิ่งที่ทำให้คนกด เช่น เช็กอินเร็ว จอดรถฟรี เดิน 3 นาทีถึงหาด
- ให้ URL สอดคล้องกัน เช่น ลงท้ายด้วย rooms slash deluxe sea view แทนที่จะเป็นตัวเลขรหัสห้อง
- ใส่คำหลักลงใน alt ของรูปหลักของห้องด้วยภาษาคน เช่น ห้อง Deluxe วิวทะเลพร้อมระเบียง ไม่ใช่ IMG 4821
ส่วน H2 ภายในหน้าห้องพัก ให้ใช้เป็นคำถามที่แขกถามจริงก่อนจอง เช่น ห้องนี้เสริมเตียงได้ไหม เด็กอายุเท่าไรพักฟรี วิวจากห้องเห็นทะเลจริงหรือเห็นแค่บางส่วน มองเห็นอะไรจากระเบียง การเขียนแบบนี้ช่วยสองต่อ คือคนอ่านตัดสินใจง่ายขึ้น และระบบ AI มีข้อความที่หยิบไปตอบคำถามได้ตรง ๆ โดยไม่ต้องเดาเอง
หน้าห้องพักแต่ละประเภทควรจับคำค้นคนละคำไหม
ควรอย่างยิ่ง และนี่คือจุดที่เว็บโรงแรมไทยพังบ่อยที่สุด ถ้าหน้าห้องพักทั้ง 6 ประเภทใช้คำว่า ที่พักหัวหิน เหมือนกันหมด Google จะเลือกไม่ถูกว่าจะเอาหน้าไหนขึ้น สุดท้ายมันเลือกสุ่ม ๆ สลับไปมา และไม่มีหน้าไหนแข็งพอจะขึ้นจริง อาการนี้เรียกว่า keyword cannibalization คือหน้าในเว็บเดียวกันกินกันเอง
วิธีแก้คือกำหนดให้ห้องแต่ละแบบเป็นตัวแทนของกลุ่มลูกค้าคนละกลุ่ม แล้วเขียน title กับ H1 จากมุมของกลุ่มนั้น ลองดูรีสอร์ท 60 ห้องในหัวหินที่มีห้อง 4 แบบ
- Superior รับคำว่า ห้องพักหัวหินราคาประหยัด สำหรับคู่รักหรือคนเดินทางคนเดียวที่เน้นคุ้ม
- Deluxe วิวทะเล รับคำว่า ห้องวิวทะเลหัวหิน สำหรับคนที่ยอมจ่ายเพิ่มเพื่อวิว
- Family Suite รับคำว่า ห้องพักครอบครัวหัวหิน เด็กพักฟรี สำหรับพ่อแม่ที่พาลูกเล็ก
- Pool Access รับคำว่า ห้องพักติดสระหัวหิน สำหรับกลุ่มเพื่อนที่อยากลงสระจากหน้าห้อง
วิธีตรวจว่าเว็บคุณมีอาการกินกันเองหรือไม่ ให้เข้า Search Console เลือกคำค้นหนึ่งคำ แล้วดูว่า Google ส่งคนเข้ามาที่ URL ไหนบ้าง ถ้าคำเดียวมี 3 ถึง 4 URL สลับกันขึ้นในแต่ละสัปดาห์ แสดงว่ากินกันแน่นอน ให้เลือกหน้าที่แข็งที่สุดเป็นหน้าหลักของคำนั้น แล้วแก้ title ของหน้าที่เหลือให้ไปจับคำอื่น พร้อมทำลิงก์จากหน้ารองชี้กลับมาหน้าหลัก
อีกกรณีที่เจอบ่อยคือโรงแรมเขียนบทความว่า 10 ที่พักหัวหินน่าไปปี 2026 แล้วบทความนั้นดันหน้าแรกของตัวเองตกอันดับ เพราะทั้งสองหน้าจับคำเดียวกัน ถ้าจะเขียนบทความในทำเลเดียวกัน ให้บทความจับคำถามยาวแทน เช่น หัวหินหน้าฝนเที่ยวอะไรได้บ้าง แล้วลิงก์จากบทความกลับไปหน้าห้องพักที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างการปรับจริงของโรงแรมขนาด 60 ห้องในหัวหิน
เคสนี้ใช้เวลา 6 สัปดาห์ ไม่ได้แตะโครงสร้างเว็บเลย แก้แค่ title H1 และ meta description ของ 14 หน้า ขั้นตอนที่ทำมีดังนี้ และผลลัพธ์ของแต่ละเว็บย่อมต่างกันตามการแข่งขันในทำเลของตัวเอง
สัปดาห์ที่ 1 ทำ audit ง่าย ๆ ด้วยการเปิดทุกหน้าแล้วจดชื่อ title ลงตาราง ผลคือ 9 จาก 14 หน้ามี title ขึ้นต้นด้วยชื่อโรงแรมเหมือนกันหมด และหน้าห้องพัก 5 หน้าใช้แค่ชื่อประเภทห้องภาษาอังกฤษล้วน ไม่มีหน้าไหนมีคำว่าหัวหินใน H1 เลยนอกจากหน้าแรก
สัปดาห์ที่ 2 ดึงคำค้นจาก Search Console ย้อนหลัง 3 เดือน พบว่ามีคำกลุ่มหนึ่งที่มี impression หลายพันครั้งแต่ CTR ต่ำมาก เป็นคำแนวห้องพักครอบครัวและห้องพาสัตว์เลี้ยง ซึ่งโรงแรมนี้มีทั้งสองอย่างแต่ไม่เคยพูดถึงบนเว็บเลย ข้อมูลนี้มาจากฝ่ายฟรอนต์ที่ยืนยันว่าแขกโทรมาถามเรื่องพาหมาสัปดาห์ละหลายสาย
สัปดาห์ที่ 3 ถึง 4 เขียน title และ H1 ใหม่ทั้ง 14 หน้า โดยยึดกฎ 1 หน้า 1 คำหลัก และเพิ่มหน้าใหม่ 1 หน้าสำหรับนโยบายสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ พร้อมเขียน H2 เป็นคำถามที่แขกถามจริง เช่น พาหมาน้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัมเข้าพักได้ไหม มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเท่าไร
สัปดาห์ที่ 5 ถึง 6 เฝ้าดูตัวเลข สิ่งที่ควรจับตาไม่ใช่อันดับอย่างเดียว แต่คือจำนวนคำค้นใหม่ที่เริ่มเข้ามา และ CTR ของหน้าที่แก้ ถ้าอันดับเท่าเดิมแต่ CTR ขึ้น แปลว่า title ใหม่ทำงาน ถ้า impression ของคำกลุ่มทำเลเริ่มโผล่ทั้งที่ไม่เคยมี แปลว่า Google เริ่มเข้าใจว่าหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร สองสัญญาณนี้มาก่อนอันดับเสมอ อย่าใจร้อนแก้ซ้ำภายใน 2 สัปดาห์ เพราะข้อมูลยังไม่พอให้ตัดสินอะไร
เช็กลิสต์ก่อนกดเผยแพร่หน้าห้องพัก
ไล่ 12 ข้อนี้ก่อนกดเผยแพร่ทุกครั้ง ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีต่อหน้า และป้องกันความผิดพลาดที่ต้องมาแก้ย้อนหลังทีหลัง
- หน้านี้มีคำหลัก 1 คำที่ชัดเจน และไม่ซ้ำกับหน้าอื่นในเว็บ
- title ยาวไม่เกินราว 60 ตัวอักษร มีคำหลักอยู่ในครึ่งแรกของประโยค
- title ระบุครบว่า ห้องแบบไหน อยู่ทำเลไหน และจุดขาย 1 อย่าง
- หน้านี้มี H1 เพียงอันเดียว และ H1 ไม่ใช่โลโก้หรือชื่อโรงแรมล้วน ๆ
- H1 ใช้ภาษาที่แขกพูดจริง ไม่ใช่ศัพท์ภายในของฝ่ายห้องพัก
- มี H2 อย่างน้อย 3 อันที่เป็นคำถามที่แขกถามก่อนจอง พร้อมคำตอบใต้หัวข้อทันที
- ระบุจำนวนคนที่พักได้ ขนาดห้องเป็นตารางเมตร และเตียงแบบไหน เป็นตัวเลขชัดเจน
- บอกระยะทางไปจุดที่คนสนใจเป็นนาทีหรือกิโลเมตร เช่น เดิน 5 นาทีถึงหาด
- รูปหลักของห้องมี alt ที่เขียนด้วยภาษาคนและมีคำว่าทำเลอยู่ด้วย
- URL อ่านรู้เรื่องเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ใช่รหัสตัวเลข
- มีปุ่มจองที่มองเห็นได้ทันทีบนมือถือโดยไม่ต้องเลื่อน และมีเบอร์โทรกับ LINE ให้กดได้
- เปิดหน้านี้บนมือถือจริงแล้วอ่านออกเสียง ถ้าอ่านแล้วเขินหรือสะดุด แปลว่ายัดคำมากเกินไป ให้แก้
วัดผลอย่างไรว่าคำที่เลือกมาใช้ได้จริง
ดู 4 ตัวเลขทุก 2 สัปดาห์ก็พอ คือ impression ตำแหน่งเฉลี่ย CTR และจำนวนคำค้นใหม่ที่เข้ามาหาเว็บ อย่าดูแค่อันดับ เพราะอันดับขยับช้าที่สุดและหลอกตาที่สุด
วิธีอ่านง่าย ๆ คือ ถ้า impression เพิ่มแต่ CTR ต่ำ แปลว่า Google เริ่มเอาคุณไปโชว์แล้วแต่ title ยังไม่น่ากด ให้แก้ที่พาดหัว ถ้า CTR ดีแต่ไม่มีใครกดดูราคา แปลว่าหน้าเว็บกับความคาดหวังไม่ตรงกัน อาจเพราะ title สัญญาเกินจริง เช่น เขียนว่าติดหาดแต่จริง ๆ เดิน 12 นาที ถ้าคำค้นใหม่ที่เข้ามาเป็นคำที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าเลย แปลว่าเลือกคำหลักผิดตั้งแต่ต้น ให้กลับไปทบทวนชั้นคำค้น
อีกอย่างที่ควรทำในปีนี้คือลองเปิดแชท AI แล้วถามแบบที่คนไทยถามจริง เช่น ที่พักหัวหินติดทะเลสำหรับครอบครัวมีเด็ก 2 คน แนะนำหน่อย แล้วดูว่ามีชื่อโรงแรมคุณโผล่มาไหม ถ้าไม่โผล่ ให้กลับไปดูว่าหน้าเว็บของคุณมีข้อความที่ตอบคำถามนั้นเป็นประโยคชัด ๆ หรือยัง เพราะระบบ AI หยิบคำตอบจากข้อความที่อ่านแล้วเข้าใจได้ทันที ไม่ใช่จากรูปสวยหรือ slider ที่เลื่อนอัตโนมัติ
ทำบันทึกง่าย ๆ ไว้ด้วยว่าแก้อะไรวันไหน เพราะ 3 เดือนถัดไปเวลาตัวเลขขยับ คุณจะได้รู้ว่ามันขยับเพราะอะไร ไม่ใช่เดาเอา
7 ข้อผิดพลาดเรื่อง keyword ที่เจอบ่อยที่สุดในเว็บโรงแรมไทย
ทั้ง 7 ข้อนี้แก้ได้ด้วยการแก้ข้อความ ไม่ต้องรื้อเว็บ และเป็นสิ่งที่ควรไล่เก็บก่อนจะไปลงทุนทำอย่างอื่น
- แปล title จากภาษาอังกฤษตรงตัว เช่น Rooms and Suites แล้วแปลว่า ห้องพักและห้องสวีท ซึ่งไม่มีคนไทยคนไหนพิมพ์ค้นแบบนั้น
- ใส่แต่ชื่อโรงแรมในทุก title ชื่อโรงแรมมีค่าก็ต่อเมื่อคนรู้จักคุณอยู่แล้ว แต่คนที่ยังไม่รู้จักคุณค้นด้วยทำเล ไม่ใช่ชื่อ
- ยัดทุกจังหวัดลงหน้าเดียว เขียนว่ารับจองที่พักหัวหิน ชะอำ ปราณบุรี ชลบุรี ทั้งที่โรงแรมอยู่หัวหินที่เดียว ผลคือไม่แข็งสักคำ
- ใช้รูปเป็นหัวข้อหลัก เอา banner ที่มีตัวหนังสืออยู่ในรูปมาเป็นหัวเรื่อง ทำให้หน้านั้นไม่มีข้อความให้ระบบอ่านเลย
- ใช้ชื่อห้องที่แขกไม่เข้าใจ เช่น Superior Pool Access Corner แขกคนไทยไม่รู้ว่าต่างจาก Deluxe อย่างไร ให้ใส่คำอธิบายภาษาคนต่อท้าย
- title ซ้ำทั้งเว็บเพราะ template ระบบเว็บบางตัวตั้งค่า title อัตโนมัติเหมือนกันทุกหน้า ให้เข้าไปแก้ทีละหน้า เริ่มจาก 5 หน้าที่มีคนเข้ามากที่สุด
- ลืมหน้าเวอร์ชันภาษาอังกฤษ โรงแรมที่รับทั้งไทยและต่างชาติมักทำไทยดีแล้วปล่อยอังกฤษทิ้ง ทั้งที่คำว่า hotel in hua hin near beach ก็มีคนค้นไม่น้อย และควรแยกคำหลักของแต่ละภาษาออกจากกัน
สรุปสั้นที่สุดคือ เอาคำที่ลูกค้าพูดมาใส่ในที่ที่ระบบอ่านได้ แค่นั้นเอง ไม่ต้องใช้ศัพท์ยาก ไม่ต้องรื้อเว็บ เริ่มจากหน้าห้องพัก 3 หน้าที่ทำเงินมากที่สุดของคุณก่อน แล้วค่อยไล่ทำที่เหลือ ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้เว็บโรงแรมของคุณจับคำค้นอะไรอยู่บ้างและ title หน้าไหนยังว่างอยู่ ลองสแกนเว็บฟรีได้ที่หน้าแรกแล้วเริ่มจากจุดที่คะแนนต่ำที่สุดก่อนได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
ควรใช้คำว่า ที่พัก หรือ โรงแรม เป็นคำหลักดี
ขึ้นอยู่กับลูกค้าจริงของคุณ คำว่า ที่พัก กว้างกว่าและคนไทยที่วางแผนเที่ยวใช้เยอะกว่า ส่วนคำว่า โรงแรม มักมาจากคนเดินทางเพื่อทำงาน ประชุม หรือติดต่อราชการ ให้เลือกคำเดียวเป็นหลักตามกลุ่มที่คุณขายจริง แล้วใช้อีกคำในหัวข้อรองและเนื้อหา
title กับ H1 ต้องเขียนเหมือนกันไหม
ไม่ต้องเหมือนกันเป๊ะ แต่ควรมีคำหลักตัวเดียวกัน title เขียนเพื่อให้คนกดจากหน้าผลค้นหาจึงควรกระชับและมีทำเลอยู่ต้นประโยค ส่วน H1 เขียนเพื่อคนที่เข้ามาแล้วจึงขยายจุดขายได้เป็นธรรมชาติกว่า
ห้องพักแต่ละแบบควรแยกหน้าเว็บหรือรวมไว้หน้าเดียว
ควรแยกหน้าละ 1 ประเภทห้อง เพราะแต่ละห้องขายให้คนละกลุ่มและจับคนละคำค้น ถ้ารวมทุกห้องไว้หน้าเดียวจะเหลือคำหลักได้แค่คำเดียว และเสียโอกาสจากคำกลุ่มห้องครอบครัว ห้องวิวทะเล หรือห้องพาสัตว์เลี้ยงไปทั้งหมด
แก้ title กับ H1 แล้วต้องรอนานแค่ไหนถึงเห็นความเปลี่ยนแปลง
โดยทั่วไปควรรออย่างน้อย 4 ถึง 8 สัปดาห์ก่อนตัดสินใจแก้ซ้ำ เพราะ Google ต้องเก็บข้อมูลใหม่ก่อน ให้ดู impression และ CTR เป็นสัญญาณแรก ส่วนอันดับจะขยับทีหลังเสมอ และผลลัพธ์ต่างกันไปตามการแข่งขันในแต่ละทำเล
อยากรู้ว่าเว็บโรงแรมคุณได้กี่คะแนน
สแกน SEO, AEO, GEO และ keyword ฟรีใน 30 วินาที ไม่ต้องสมัคร
สแกนเว็บโรงแรมฟรี