ความรู้การตลาดโรงแรม · 20 ต.ค. 2569
งบการตลาดโรงแรมขนาดเล็กควรใช้เท่าไหร่: สูตรคิดจากรายได้ห้องพัก วิธีแบ่งงบ 5 ก้อน และคำนวณต้นทุนต่อการจองเทียบกับค่าคอม OTA
เจ้าของโรงแรมเล็กถามบ่อยว่าควรใช้งบการตลาดเท่าไหร่ บทความนี้ให้สูตรคิดจากรายได้ห้องพัก วิธีแบ่งงบ 5 ก้อน และวิธีคำนวณต้นทุนต่อการจองเทียบกับค่าคอม OTA

คำถามที่ผมโดนถามบ่อยที่สุดจากเจ้าของโรงแรมขนาด 30 ถึง 80 ห้อง ไม่ใช่เรื่อง SEO หรือ AI แต่คือ “ควรใช้งบการตลาดเดือนละเท่าไหร่ถึงจะพอ” คำตอบสั้นคือ โรงแรมอิสระในไทยส่วนใหญ่ใช้งบการตลาดออนไลน์ราว 3 ถึง 6 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ห้องพัก แต่ตัวเลขนี้แทบไม่มีความหมายถ้าคุณยังไม่ได้นับค่าคอม OTA เป็นงบการตลาด และยังไม่รู้ว่าแต่ละช่องทางพาการจองมาให้ในต้นทุนเท่าไหร่ บทความนี้จะพาคิดทีละขั้น ตั้งแต่สูตรคิดงบจากรายได้ วิธีแบ่งงบ 5 ก้อน ไปจนถึงการคำนวณต้นทุนต่อการจองเทียบกับค่าคอม OTA เพื่อให้ตัดสินใจได้ว่าเงินบาทถัดไปควรลงตรงไหน
งบการตลาดโรงแรมขนาดเล็กควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้?
ช่วงที่โรงแรมอิสระในไทยใช้กันจริงคือ 3 ถึง 6 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ห้องพักต่อปี โดยยังไม่รวมค่าคอม OTA และคิดเป็นงบคงที่ต่อเดือน ไม่ใช่เหลือเท่าไหร่ค่อยทำ โรงแรมที่เพิ่งเริ่มทำเว็บและ SEO อย่างจริงจังมักอยู่ขอบบนของช่วงนี้ในปีแรก แล้วค่อยขยับลงมาเมื่อการจองตรงเริ่มเข้ามาเองโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
วิธีคิดให้เห็นภาพ ลองใช้โรงแรมขนาด 40 ห้องในเชียงใหม่เป็นตัวอย่าง ราคาขายเฉลี่ย 1,500 บาทต่อคืน อัตราเข้าพักเฉลี่ยทั้งปี 65 เปอร์เซ็นต์
- รายได้ห้องพักต่อเดือน = 40 ห้อง × 1,500 บาท × 0.65 × 30 วัน = 1,170,000 บาท
- งบการตลาด 3 เปอร์เซ็นต์ = 35,100 บาทต่อเดือน
- งบการตลาด 6 เปอร์เซ็นต์ = 70,200 บาทต่อเดือน
- จุดกลางที่ผมมักแนะนำให้เริ่ม = 4 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 46,800 บาทต่อเดือน
ตัวเลขนี้รวมทั้งเงินที่จ่ายออกไปจริง เช่น ค่าโฆษณา ค่าช่างภาพ ค่าเครื่องมือ และเวลาของคนในทีมที่ถูกดึงมาทำงานการตลาด ถ้าคุณมีพนักงาน 1 คนใช้เวลาครึ่งวันทุกวันกับการตอบรีวิว โพสต์เพจ และดูแลเว็บ ครึ่งหนึ่งของเงินเดือนคนนั้นคืองบการตลาดเหมือนกัน หลายโรงแรมลืมนับส่วนนี้ ทำให้คิดว่าตัวเองใช้งบน้อยทั้งที่จริงใช้ไปมากกว่าที่เห็นในบัญชี
ทำไมต้องคิดจากรายได้ทั้งปีแล้วหาร 12
เพราะช่วง low season คือช่วงที่โรงแรมต้องทำการตลาดมากที่สุด ไม่ใช่น้อยที่สุด ถ้าคิดงบเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้เดือนต่อเดือน พอถึงเดือนมิถุนายนที่ห้องว่างเยอะ งบจะหดจนทำอะไรไม่ได้ ทั้งที่เป็นเดือนที่ต้องหาแขกหนักกว่าเดือนธันวาคม การตั้งงบคงที่จากรายได้ทั้งปีทำให้ทีมวางแผนล่วงหน้าได้ และไม่ต้องขออนุมัติใหม่ทุกครั้งที่อยากลองอะไร
ค่าคอม OTA คืองบการตลาดก้อนที่ใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยอยู่ในตารางงบ
ถ้ารายได้ 60 เปอร์เซ็นต์ของโรงแรมมาจาก OTA และค่าคอมอยู่ที่ 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ โรงแรมของคุณกำลังจ่ายเงินการตลาดเดือนละหลักแสนบาทโดยไม่เคยเห็นมันในตารางงบ เพราะ OTA หักก่อนโอนเงินมาให้ ตัวเลขที่เห็นในบัญชีจึงเป็นรายได้สุทธิที่หักค่าหาแขกไปแล้ว
กลับไปที่โรงแรม 40 ห้องในเชียงใหม่ รายได้ 1,170,000 บาทต่อเดือน ถ้า 60 เปอร์เซ็นต์มาจาก OTA เท่ากับ 702,000 บาท ค่าคอมเฉลี่ย 17 เปอร์เซ็นต์คือ 119,340 บาทต่อเดือน เทียบกับงบการตลาดที่ตั้งไว้ 46,800 บาท ค่าคอม OTA ใหญ่กว่างบการตลาดทั้งก้อนถึง 2.5 เท่า และเป็นเงินที่จ่ายทุกเดือนไม่ว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรเลย
ผมไม่ได้บอกให้เลิกใช้ OTA เพราะ OTA คือช่องทางหาแขกใหม่ที่ยังจำเป็นสำหรับโรงแรมเล็ก โดยเฉพาะแขกต่างชาติที่ไม่เคยได้ยินชื่อคุณมาก่อน สิ่งที่อยากให้ทำคือมองค่าคอมเป็นต้นทุนการตลาดอย่างหนึ่ง แล้วถามคำถามเดียว คือ ถ้าย้ายการจองเพียง 10 เปอร์เซ็นต์จาก OTA มาเว็บตรงได้ จะประหยัดได้เท่าไหร่ คำตอบคือ 70,200 บาท × 17 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 11,900 บาทต่อเดือน หรือราว 143,000 บาทต่อปี ซึ่งมากกว่างบ SEO ทั้งปีของโรงแรมเล็กหลายแห่ง และแขกที่ย้ายมาจองตรงมักเป็นแขกเก่าที่เคยพักแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ย้ายง่ายที่สุด
ทุก 1 บาทที่ประหยัดค่าคอมได้ คืองบการตลาดที่ไม่ต้องขออนุมัติใหม่ ใช้ตัวเลขนี้เป็นเหตุผลเวลาคุยกับเจ้าของหรือฝ่ายบัญชี
แบ่งงบ 5 ก้อนอย่างไรให้โรงแรมเล็กไม่กระจายเงินจนไม่เห็นผลสักอย่าง
แบ่งเป็น 5 ก้อนตามหน้าที่ คือ พื้นฐานเว็บและ SEO/AEO, รีวิวและ Google Business Profile, คอนเทนต์และโซเชียล, โฆษณาที่วัดผลได้ และเครื่องมือวัดผล โดย 3 เดือนแรกให้เทน้ำหนักไปที่ก้อนพื้นฐานก่อนถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะโฆษณาที่ยิงไปหาเว็บที่โหลดช้าและปุ่มจองใช้ยากคือการเผาเงิน หลังจากพื้นฐานเสร็จค่อยปรับเป็นสัดส่วนตามตารางนี้
| ก้อนงบ | สัดส่วนหลัง 3 เดือนแรก | ตัวอย่างงบ 46,800 บาท | ใช้ทำอะไร | ดูผลจากตัวเลขไหน |
|---|---|---|---|---|
| 1. พื้นฐานเว็บและ SEO/AEO | 30% | 14,000 บาท | แก้ความเร็วเว็บ หน้าห้องพัก schema หน้า FAQ บทความที่เที่ยวรอบโรงแรม | คลิกจาก Google ใน Search Console และการจองตรงจาก organic |
| 2. รีวิวและ Google Business Profile | 10% | 4,700 บาท | QR code ขอรีวิว ค่าช่างภาพอัปเดตรูป เวลาตอบรีวิว | รีวิวใหม่ต่อสัปดาห์ คะแนนเฉลี่ย การกดโทรและกดเว็บจาก GBP |
| 3. คอนเทนต์และโซเชียล | 20% | 9,400 บาท | รูปและคลิปห้องพัก โพสต์ประจำสัปดาห์ UGC จากแขก | ยอดเข้าเว็บจากโซเชียล และการค้นชื่อโรงแรมที่เพิ่มขึ้น |
| 4. โฆษณาที่วัดผลได้ | 30% | 14,000 บาท | แอดคำค้นชื่อโรงแรม retargeting คนที่เข้าเว็บแล้วไม่จอง โปรเจาะช่วงห้องว่าง | ต้นทุนต่อการจองของแต่ละแคมเปญ |
| 5. เครื่องมือวัดผลและเฝ้าระวัง | 10% | 4,700 บาท | ระบบดูคะแนน SEO รีวิว ราคาคู่แข่ง และการถูก AI เอ่ยชื่อ | รายงานหน้าเดียวที่ GM เปิดดูทุกสัปดาห์ |
ก้อนที่ 1 พื้นฐานเว็บและ SEO/AEO
นี่คือก้อนที่ให้ผลช้าที่สุดแต่อยู่นานที่สุด เงินที่ลงไปกับหน้าห้องพักที่เขียนดี หน้า FAQ ที่ตอบคำถามแขก และบทความที่เที่ยวรอบโรงแรม จะยังพาคนเข้าเว็บต่อไปอีกหลายปีโดยไม่ต้องจ่ายซ้ำ ต่างจากโฆษณาที่หยุดจ่ายวันไหนคนหายวันนั้น ในโรงแรมเล็กที่ไม่มีคนเขียน ก้อนนี้มักใช้จ้างคนเขียนบทความเดือนละ 2 ถึง 4 ชิ้น และจ้างช่างแก้เว็บเป็นครั้งคราว
ก้อนที่ 2 รีวิวและ Google Business Profile
ก้อนนี้ใช้เงินน้อยแต่ใช้วินัยมาก ค่าใช้จ่ายจริงมีแค่ป้าย QR code ค่าช่างภาพปีละ 1 ถึง 2 ครั้ง และเวลาของคนตอบรีวิว แต่ผลที่ได้คือคะแนนและจำนวนรีวิวซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ทั้ง Google และ AI ใช้ตัดสินว่าจะแนะนำโรงแรมคุณหรือไม่
ก้อนที่ 3 คอนเทนต์และโซเชียล
เน้นรูปและคลิปที่เอาไปใช้ซ้ำได้หลายที่ ทั้งเว็บ Google Business Profile OTA และโซเชียล มากกว่าโพสต์ที่โพสต์ครั้งเดียวแล้วหายไป ค่าช่างภาพ 1 วันที่ได้รูปห้องพักครบทุกแบบ คุ้มกว่าการ boost โพสต์ 10 ครั้ง
ก้อนที่ 4 โฆษณาที่วัดผลได้
เริ่มจากแอดคำค้นชื่อโรงแรมตัวเอง เพราะเป็นแอดที่ถูกที่สุดและป้องกันไม่ให้ OTA ดักแขกที่ตั้งใจมาหาคุณอยู่แล้ว ถัดมาคือ retargeting คนที่เข้าหน้าห้องพักแล้วไม่จอง ส่วนแอดหาแขกใหม่แบบกว้างให้ทำเฉพาะช่วงที่ห้องว่างเยอะและมีโปรชัดเจน ทุกแคมเปญต้องตอบได้ว่าได้การจองกี่ครั้งในต้นทุนเท่าไหร่ ถ้าตอบไม่ได้ให้หยุด
ก้อนที่ 5 เครื่องมือวัดผลและเฝ้าระวัง
โรงแรมเล็กมักข้ามก้อนนี้เพราะคิดว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้แขก แต่ถ้าไม่มีตัวเลข อีก 4 ก้อนจะกลายเป็นการเดา เครื่องมือที่ควรมีคือระบบที่บอกได้ในหน้าเดียวว่าเว็บมีคะแนน SEO เท่าไหร่ รีวิวเดือนนี้เป็นอย่างไร คู่แข่งตั้งราคาเท่าไหร่ และ AI เอ่ยชื่อโรงแรมไหม เพื่อให้รู้ว่างบที่ลงไปขยับอะไรบ้าง
ต้นทุนต่อการจองของแต่ละช่องทางคิดอย่างไร?
เอาเงินทั้งหมดที่จ่ายให้ช่องทางนั้นในเดือน หารด้วยจำนวนการจองที่มาจากช่องทางนั้นในเดือนเดียวกัน ได้ออกมาเป็นบาทต่อการจอง 1 ครั้ง แล้วเทียบกันข้ามช่องทาง นี่คือตัวเลขตัวเดียวที่ทำให้เจ้าของโรงแรมเลิกเถียงกันว่า SEO คุ้มไหม หรือควรยิงแอดเพิ่มไหม เพราะทุกช่องทางถูกวัดด้วยไม้บรรทัดเดียวกัน
ตัวอย่างสมมติของโรงแรม 40 ห้องในเชียงใหม่ สมมติการจองเฉลี่ย 2 คืน มูลค่า 3,000 บาทต่อการจอง ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด ไม่ใช่ค่ามาตรฐานที่ทุกโรงแรมจะได้
| ช่องทาง | เงินที่จ่ายต่อเดือน | การจองที่ได้ | ต้นทุนต่อการจอง | สิ่งที่ต้องระวังตอนอ่าน |
|---|---|---|---|---|
| OTA (ค่าคอม 17%) | 119,340 บาท | 234 | 510 บาท | ส่วนใหญ่เป็นแขกใหม่ ต้นทุนไม่ลดแม้โรงแรมดังขึ้น เพราะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตลอด |
| เว็บตรงจาก Google (SEO + เวลาคน) | 22,000 บาท | 45 | 489 บาท | เดือนแรกแพงมากเพราะยังไม่มีการจอง ต้องดูแนวโน้ม 6 เดือน |
| แอดคำค้นชื่อโรงแรม | 6,000 บาท | 25 | 240 บาท | ถูกเพราะแขกรู้จักอยู่แล้ว อย่าเหมาว่าแอดสร้างแขกใหม่ |
| LINE OA แขกเก่า | 2,500 บาท | 18 | 139 บาท | ถูกที่สุด แต่ขยายไม่ได้ถ้าฐานแขกเก่าไม่โต |
| Boost โพสต์ทั่วไปบน Facebook | 8,000 บาท | 6 | 1,333 บาท | มักไม่มีปลายทางให้จอง วัดยาก ตัดก่อนถ้างบจำกัด |
สิ่งที่ตารางบอกไม่ใช่ว่าช่องทางถูกสุดดีสุด แต่บอกว่าแต่ละช่องทางมีหน้าที่ต่างกัน OTA พาแขกใหม่มาในต้นทุนที่คงที่ตลอดชีวิต SEO แพงตอนเริ่มแต่ถูกลงเรื่อยเมื่อหน้าเว็บเริ่มติด Google แอดชื่อโรงแรมและ LINE OA ถูกเพราะเก็บเกี่ยวจากคนที่รู้จักคุณแล้ว ซึ่งคนกลุ่มนั้นมาจาก OTA และ SEO อีกที งบที่ดีจึงไม่ใช่การเทไปช่องทางเดียว แต่เป็นการเลี้ยงวงจรนี้ให้แขกใหม่กลายเป็นแขกเก่าที่จองตรง
เก็บตัวเลขจากไหนถ้ายังไม่มีระบบ
- เปิดรายงานใน booking engine แยกตามแหล่งที่มา และตั้ง GA4 ให้เห็น source/medium ของหน้ายืนยันการจอง
- ตั้งรหัสส่วนลดแยกตามช่องทาง เช่น รหัสจาก LINE รหัสจากหน้า Google Business Profile รหัสจากคลิป TikTok เพื่อให้นับได้แม้แขกโทรมาจอง
- ให้ front desk ถามแขกทุกคนตอนเช็กอินว่า “ทราบโรงแรมเราจากไหนครับ” แล้วบันทึกลง PMS เป็นช่องเดียว 1 คำ ไม่ต้องละเอียด
- นับการจองทางโทรศัพท์และ LINE แยกจากเว็บ เพราะแขกไทยจำนวนมากดูเว็บแล้วโทรจอง ถ้าไม่นับจะคิดว่าเว็บไม่ได้ผล
- ทำตารางเดียวใน spreadsheet ต้นเดือน บันทึก 5 ช่องทาง เงินที่จ่าย การจอง และต้นทุนต่อการจอง ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที
งบเดือนละไม่ถึง 20,000 บาท ควรทำอะไรก่อน?
ลงกับสิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วส่งผลต่อเนื่อง ได้แก่ เว็บที่โหลดเร็วและปุ่มจองใช้ได้บนมือถือ หน้าห้องพักที่มีคำค้นถูกต้อง Google Business Profile ที่กรอกครบ และระบบขอรีวิวทุกสัปดาห์ ยังไม่ต้องแตะโฆษณาเลยจนกว่าพื้นฐานนี้จะเสร็จ เพราะทั้งหมดนี้ใช้เวลามากกว่าเงิน และเป็นสิ่งที่โฆษณาทุกบาทในอนาคตต้องพึ่ง
เช็กลิสต์ก่อนจ่ายค่าโฆษณาบาทแรก ทำให้ครบก่อนแล้วค่อยคุยเรื่องแอด
- เว็บเปิดบนมือถือได้ภายใน 3 วินาที และกดปุ่มจองแล้วถึงหน้าเลือกวันได้ใน 1 คลิก
- หน้าห้องพักแต่ละแบบมี title และ H1 ที่มีคำว่า โรงแรม หรือ ที่พัก ตามด้วยจังหวัดหรือย่าน
- ราคาเว็บตรงเท่ากับหรือดีกว่า OTA และมีสิทธิ์พิเศษที่ OTA ให้ไม่ได้ เช่น เช็กเอาต์สาย หรืออัปเกรดห้องเมื่อว่าง
- Google Business Profile กรอกครบทุกช่อง มีรูปใหม่ภายใน 90 วัน และลิงก์เว็บชี้ไปหน้าจองตรง ไม่ใช่หน้าแรก
- มี QR code ขอรีวิวที่ front desk และสคริปต์สั้นที่พนักงานพูดตอนเช็กเอาต์
- ตอบรีวิวทุกรีวิวภายใน 48 ชั่วโมง ทั้ง Google และ OTA รวมถึงรีวิวดี
- มีหน้า FAQ ตอบคำถามที่ front desk โดนถามบ่อย 10 ข้อแรก เช่น เช็กอินกี่โมง มีที่จอดรถไหม รับสัตว์เลี้ยงไหม
- ตั้ง GA4 และ Search Console แล้วมีคนเปิดดูอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
- ค้นชื่อโรงแรมตัวเองใน Google แล้วเว็บตรงอยู่อันดับ 1 เหนือ OTA
- ถาม ChatGPT หรือ Gemini ว่า โรงแรมแนะนำใน ตามด้วยจังหวัดของคุณ แล้วบันทึกไว้ว่าเอ่ยชื่อคุณไหม เพื่อเทียบอีกครั้งใน 3 เดือน
งบ 20,000 ถึง 50,000 บาท เพิ่มอะไร
เพิ่มแอดคำค้นชื่อโรงแรมเดือนละ 5,000 ถึง 8,000 บาท จ้างเขียนบทความที่เที่ยวรอบโรงแรมเดือนละ 2 ถึง 4 ชิ้น และเริ่มจ่ายค่าเครื่องมือวัดผลที่รวมคะแนน SEO รีวิว และคู่แข่งไว้หน้าเดียว ช่วงงบนี้คือช่วงที่โรงแรมเล็กส่วนใหญ่ควรอยู่ เพราะพอให้ครบทั้ง 5 ก้อนโดยไม่บางเกินไป
งบ 50,000 ถึง 100,000 บาท เพิ่มอะไร
เพิ่ม retargeting และแอดเจาะช่วงห้องว่างที่มีโปรชัด จ้างช่างภาพและวิดีโอทุกไตรมาส และเริ่มทำหน้าเว็บภาษาที่ 2 หรือ 3 สำหรับแขกต่างชาติที่เป็นสัดส่วนใหญ่ของคุณ ช่วงงบนี้ควรมีคนในทีมอย่างน้อย 1 คนที่รับผิดชอบตัวเลขเต็มตัว ไม่ใช่ฝากพนักงาน front desk ทำเวลาว่าง
งบการตลาดที่โรงแรมไทยมักเสียเปล่า 6 แบบ
แบบที่เจอบ่อยที่สุดคือ boost โพสต์โดยไม่มีปลายทางให้จอง และการลดราคาแทนการทำการตลาด ซึ่งทั้ง 2 อย่างดูเหมือนถูกแต่เป็นเงินที่หายไปโดยไม่สร้างอะไรที่อยู่ต่อเลย อีก 4 แบบที่เหลือก็เจอในโรงแรมเกือบทุกแห่งที่ผมเข้าไปดู
- Boost โพสต์ที่ไม่มีลิงก์จอง ยอดไลก์ขึ้น แต่ไม่มีใครตามได้ว่าได้การจองกี่ครั้ง ถ้าจะ boost ให้ boost โพสต์ที่มีโปรและลิงก์ไปหน้าจองเท่านั้น
- ลดราคาแทนการตลาด ส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ทั้งเดือนเท่ากับงบการตลาด 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งมากกว่างบ SEO ทั้งก้อน แต่ไม่ได้สร้างรีวิว ไม่ได้สร้างหน้าเว็บ และแขกจะรอส่วนลดครั้งหน้า
- ทำเว็บใหม่ทุก 2 ถึง 3 ปีแต่ไม่ดูแลระหว่างนั้น จ่ายก้อนใหญ่ครั้งเดียวแล้วปล่อยให้รูปเก่า ราคาเก่า และหน้าโปรหมดอายุค้างอยู่ จนต้องทำใหม่อีกรอบ การแบ่งเงินมาดูแลรายเดือนถูกกว่ามาก
- ยิงแอดหาแขกใหม่ตอน high season ที่ห้องเต็มอยู่แล้ว งบถูกใช้ไปกับคนที่จองไม่ได้เพราะไม่มีห้อง ขณะที่เดือนที่ห้องว่างกลับไม่มีงบเหลือ
- จ่ายค่าเครื่องมือหลายตัวที่ไม่มีใครเปิดดู สมัครไว้ 4 ถึง 5 ระบบ แต่ละตัวมีคนเข้าเดือนละครั้ง รวมแล้วแพงกว่าระบบเดียวที่ GM เปิดดูทุกสัปดาห์
- จ้าง influencer ตามยอดผู้ติดตาม จ่ายหลักหมื่นเพื่อให้ได้โพสต์ 1 ครั้งที่ไม่มีลิงก์จอง ไม่มีรหัสส่วนลด และวัดอะไรไม่ได้
วัดผลงบการตลาดทุกเดือนด้วยตัวเลข 5 ตัวที่เจ้าของดูจบใน 10 นาที
ดู 5 ตัวนี้ทุกต้นเดือน และเทียบกับค่าเฉลี่ย 3 เดือนก่อนหน้า ไม่ใช่เทียบกับเดือนที่แล้วเดือนเดียว เพราะการจองโรงแรมแกว่งตามฤดูกาลและวันหยุดจนตัวเลขเดือนเดียวหลอกได้
- สัดส่วนรายได้ direct ต่อ OTA ตัวเลขเดียวที่บอกว่างบทั้งหมดกำลังพาโรงแรมไปทางที่ถูกไหม ถ้าขยับจาก 30 เป็น 35 เปอร์เซ็นต์ใน 6 เดือน ถือว่ากำลังมาถูกทาง
- ต้นทุนต่อการจองรวมทุกช่องทาง เอางบการตลาดบวกค่าคอม OTA หารด้วยการจองทั้งหมด ถ้าตัวเลขนี้ลดลงขณะที่จำนวนการจองไม่ลด แปลว่างบทำงาน
- จำนวนครั้งที่คนค้นชื่อโรงแรมใน Google ดูจาก impressions ของคำค้นที่มีชื่อโรงแรมใน Search Console ถ้าเพิ่มขึ้นแปลว่าคอนเทนต์ โซเชียล และรีวิวกำลังทำให้คนจำชื่อได้
- รีวิวใหม่และคะแนนเฉลี่ย นับรีวิวใหม่ต่อเดือนทั้ง Google และ OTA และดูว่าคะแนนเฉลี่ย 90 วันหลังสุดสูงกว่าคะแนนรวมตลอดชีพไหม
- AI เอ่ยชื่อโรงแรมไหม ถามชุดคำถามเดิม 10 ถึง 20 ข้อกับ ChatGPT และ Gemini ทุกเดือน แล้วนับว่าชื่อคุณโผล่กี่ครั้งเทียบกับคู่แข่ง เป็นตัวเลขที่บอกว่างบก้อน SEO/AEO เริ่มส่งผลถึง AI แล้วหรือยัง
ตัวอย่างสถานการณ์: โรงแรมขนาด 40 ห้องในเชียงใหม่ปรับงบใหม่ใน 3 เดือน
ก่อนปรับ โรงแรมนี้ใช้เงินเดือนละประมาณ 30,000 บาท โดย 20,000 บาทไปกับการ boost โพสต์และจ้างเพจรีวิวท่องเที่ยว อีก 10,000 บาทเป็นค่าเครื่องมือ 3 ตัวที่ไม่มีใครเปิดดู รายได้ 65 เปอร์เซ็นต์มาจาก OTA เว็บโหลดบนมือถือ 7 วินาที และค้นชื่อโรงแรมแล้วเจอ OTA 3 รายการก่อนเว็บตรง ตัวเลขต่อจากนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด
เดือนที่ 1 หยุด boost โพสต์ทั้งหมด ยกเลิกเครื่องมือ 2 ตัว เอาเงินที่ได้คืนมาจ้างช่างแก้ความเร็วเว็บและเขียนหน้าห้องพักใหม่ 4 หน้าให้มีคำว่า ที่พัก เชียงใหม่ และชื่อย่านอยู่ใน title และ H1 ตั้ง QR code ขอรีวิวที่ front desk และเริ่มบันทึกว่าแขกรู้จักโรงแรมจากไหน งบที่ใช้จริงเดือนนี้ 32,000 บาท
เดือนที่ 2 เปิดแอดคำค้นชื่อโรงแรมด้วยงบ 6,000 บาท ซึ่งทำให้เว็บตรงกลับมาอยู่บนสุดเมื่อคนค้นชื่อ จ้างเขียนบทความที่เที่ยวรอบโรงแรม 3 ชิ้น และเริ่มส่งข้อความ LINE ถึงแขกเก่าที่เคยพักด้วยโค้ดส่วนลดจองตรง รีวิว Google ใหม่เข้ามา 11 รีวิวจากเดิมเฉลี่ยเดือนละ 3
เดือนที่ 3 ตารางต้นทุนต่อการจองเริ่มมีข้อมูลครบ 5 ช่องทางเป็นครั้งแรก ทีมพบว่าแขกที่โทรจองหลังดูเว็บมีจำนวนมากกว่าที่คิดเกือบเท่าตัว เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยนับ สัดส่วน direct ขยับจาก 35 เป็น 39 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ แต่เป็นครั้งแรกที่เจ้าของเห็นว่าเงินแต่ละบาทไปไหน และตัดสินใจคงงบ 46,800 บาทต่อเดือนไว้ตลอดปีแทนการใช้ตามที่เหลือ
สิ่งที่อยากให้สังเกตคือใน 3 เดือนนี้งบรวมแทบไม่เพิ่ม แต่เปลี่ยนจากเงินที่วัดไม่ได้เป็นเงินที่วัดได้ทุกบาท และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ขยับงบขึ้นในปีถัดไปได้อย่างมีเหตุผล
คำถามที่เจ้าของโรงแรมถามบ่อยเรื่องงบการตลาด
เอางบไปลดราคาแทนไม่ดีกว่าหรือ แขกชอบของถูก
ไม่ดีกว่าในระยะยาว เพราะส่วนลดหายไปพร้อมการจองครั้งนั้น ส่วนหน้าเว็บ รีวิว และชื่อที่คนจำได้อยู่ต่อไปอีกหลายปี ถ้าจะลดราคาให้ลดเฉพาะช่วงที่ห้องว่างจริงและผูกกับการจองตรงเท่านั้น เพื่อให้ส่วนลดทำหน้าที่ดึงแขกออกจาก OTA ไม่ใช่แค่ลดรายได้
ช่วง high season ห้องเต็มอยู่แล้ว หยุดงบได้ไหม
ลดก้อนโฆษณาได้ แต่ห้ามหยุดก้อน SEO รีวิว และคอนเทนต์ เพราะช่วงที่ห้องเต็มคือช่วงที่มีแขกเข้าพักมากที่สุด เป็นโอกาสเก็บรีวิว เก็บรูป และเก็บข้อมูลแขกเพื่อใช้ใน low season ถัดไป งบที่ประหยัดจากแอดช่วงนี้ให้ย้ายไปจ้างช่างภาพและเขียนบทความล่วงหน้า
จ้างเอเจนซีหรือทำเองดีกว่า
ถ้างบต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ทำเองคุ้มกว่า เพราะค่าเอเจนซีจะกินงบไปมากกว่าครึ่ง และงานพื้นฐานอย่างรีวิว Google Business Profile และการบันทึกที่มาของแขก ต้องทำโดยคนในโรงแรมอยู่ดี เอเจนซีเหมาะกับงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะเป็นครั้งคราว เช่น แก้โครงสร้างเว็บ ทำ schema หรือตั้งระบบวัดผลครั้งแรก
ก่อนจะวางงบปีหน้า ลองรู้จุดยืนของเว็บตัวเองก่อนว่าคะแนน SEO AEO และ keyword อยู่ตรงไหน โดยสแกนเว็บโรงแรมของคุณฟรีได้ที่หน้าแรก ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที แล้วจะเห็นชัดขึ้นว่าก้อนไหนใน 5 ก้อนควรได้เงินก่อน
คำถามที่พบบ่อย
โรงแรมขนาดเล็กควรใช้งบการตลาดออนไลน์เดือนละเท่าไหร่
โรงแรมอิสระในไทยส่วนใหญ่ใช้ประมาณ 3 ถึง 6 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ห้องพักต่อปี หารเป็นงบคงที่ต่อเดือน โดยยังไม่รวมค่าคอม OTA เช่น โรงแรม 40 ห้องที่มีรายได้ห้องพัก 1,170,000 บาทต่อเดือน งบ 4 เปอร์เซ็นต์คือประมาณ 46,800 บาท
ค่าคอม OTA นับเป็นงบการตลาดไหม
ควรนับ เพราะเป็นเงินที่จ่ายเพื่อให้ได้แขกเหมือนโฆษณา และมักใหญ่กว่างบการตลาดทั้งก้อน 2 ถึง 3 เท่า เมื่อนับแล้วจะเห็นว่าการย้ายการจองเพียง 10 เปอร์เซ็นต์มาเว็บตรงประหยัดเงินได้พอจ่ายค่า SEO ทั้งปี
ต้นทุนต่อการจองของแต่ละช่องทางคิดอย่างไร
เอาเงินทั้งหมดที่จ่ายให้ช่องทางนั้นในเดือน รวมค่าคอมหรือค่าโฆษณาและเวลาคน หารด้วยจำนวนการจองที่มาจากช่องทางนั้นในเดือนเดียวกัน แล้วเทียบข้ามช่องทางด้วยไม้บรรทัดเดียวกัน โดยดูแนวโน้ม 3 ถึง 6 เดือนไม่ใช่เดือนเดียว
ถ้างบการตลาดน้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ควรทำอะไรก่อน
ทำพื้นฐานที่ทำครั้งเดียวแล้วได้ผลต่อเนื่องก่อน คือ เว็บโหลดเร็วและปุ่มจองใช้ได้บนมือถือ หน้าห้องพักมีคำค้นถูกต้อง Google Business Profile กรอกครบ และระบบขอรีวิวทุกสัปดาห์ ยังไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาจนกว่าพื้นฐานนี้จะเสร็จ
อยากรู้ว่าเว็บโรงแรมคุณได้กี่คะแนน
สแกน SEO, AEO, GEO และ keyword ฟรีใน 30 วินาที ไม่ต้องสมัคร
สแกนเว็บโรงแรมฟรี