เช้าวันจันทร์ ผู้จัดการโรงแรมจำนวนมากเปิด Booking กับ Agoda ไล่ดูราคาคู่แข่ง 3 ถึง 4 โรงแรม เห็นใครลดราคาศุกร์เสาร์ก็รีบลดตามภายในบ่ายวันนั้น พอปิดเดือนกลับพบว่า occupancy เท่าเดิม แต่ ADR หายไป 8 ถึง 12 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การดูราคาคู่แข่ง แต่อยู่ที่ดูแบบไม่มีระบบ แล้วตัดสินใจด้วยความกลัวว่าห้องจะว่าง

บทความนี้วางระบบ rate shopping และ promo tracker ที่ทำได้จริงในโรงแรมขนาด 30 ถึง 150 ห้อง ใช้เวลาสัปดาห์ละไม่เกิน 1 ชั่วโมง ไม่ต้องมีทีม revenue แยก และปิดท้ายด้วยกรอบตัดสินใจราคาศุกร์เสาร์ที่ช่วยให้คุณตอบได้ทุกครั้งว่าครั้งนี้ต้องลดตามหรือไม่ โดยมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่ลดเพราะเห็นคนอื่นลด

Rate shopping คืออะไร และทำไมโรงแรมขนาดเล็กต้องทำเองทุกสัปดาห์

Rate shopping คือการเก็บราคาขายจริงของคู่แข่งบน OTA อย่างเป็นระบบ โดยดูวันเดียวกัน เวลาเดียวกัน ห้องประเภทใกล้เคียงกัน แล้วบันทึกเทียบกับราคาของเราต่อเนื่องสัปดาห์ต่อสัปดาห์ จุดต่างจากการเปิดดูเป็นครั้งคราวอยู่ที่คำว่าต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่มีค่าไม่ใช่ราคาวันนี้ แต่คือรูปแบบการขยับราคาของคู่แข่งตลอด 4 ถึง 8 สัปดาห์

โรงแรมเชนใหญ่มีทีม revenue management ดูเรื่องนี้ทุกวัน แต่โรงแรมขนาดเล็กถึงกลางในไทยส่วนใหญ่ เจ้าของหรือผู้จัดการทั่วไปเป็นคนตั้งราคาเอง ควบกับงานหน้าบ้าน งานซ่อม และงานตอบรีวิว การทำ rate shopping จึงต้องออกแบบให้เบา ทำซ้ำได้ และตัดสินใจจบในรอบเดียว

เหตุผลที่ต้องทำเองก่อนจ้างใคร มี 3 ข้อ ข้อแรก คุณรู้จักตลาดของคุณดีกว่าใคร รู้ว่าโรงแรมไหนแย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกันจริง ข้อสอง ข้อมูลที่เก็บเองจะกลายเป็นสินทรัพย์ของโรงแรม ย้อนดูปีหน้าได้ว่าสงกรานต์ปีนี้คู่แข่งขยับอย่างไร ข้อสาม เมื่อทำเองสักระยะ คุณจะรู้ว่าตัวเลขไหนต้องดูทุกวันด้วยระบบอัตโนมัติ และตัวเลขไหนดูสัปดาห์ละครั้งก็พอ ทำให้เลือกระบบมาช่วยได้ตรงจุด ไม่จ่ายเงินซื้อสิ่งที่ไม่ได้ใช้

ควรเลือกคู่แข่งกี่โรงแรม และเลือกจากอะไร?

เลือก 5 ถึง 7 โรงแรมที่แขกของคุณเปิดเทียบจริงก่อนกดจอง ไม่ใช่โรงแรมที่คุณอยากเทียบ จำนวนน้อยกว่า 5 จะเห็นภาพไม่ครบ มากกว่า 7 จะทำไม่ต่อเนื่องเพราะเสียเวลาเก็บข้อมูลมากเกินไป

วิธีหาคู่แข่งที่แขกเทียบจริง ง่ายที่สุดคือถามแขกตอน check in หรือใน guest survey ว่าก่อนจองที่นี่ดูโรงแรมไหนอีกบ้าง เก็บสัก 30 ถึง 50 คำตอบจะเห็นชื่อซ้ำชัดเจน วิธีที่สองคือดูส่วนโรงแรมใกล้เคียงที่ OTA แสดงไว้ในหน้าโรงแรมของคุณเอง เพราะนั่นคือสิ่งที่ระบบดันให้แขกเห็นตอนกำลังตัดสินใจ วิธีที่สามคือค้น Google ด้วยคำที่แขกใช้ เช่น โรงแรมหัวหิน ติดทะเล ครอบครัว แล้วดูว่าโรงแรมไหนโผล่คู่กับคุณใน local pack และ AI Overview

เกณฑ์คัดกรองที่ใช้ได้จริง ให้ดู 4 อย่างประกอบกัน ระดับดาวและคะแนนรีวิวใกล้กัน ต่างกันไม่เกิน 0.5 คะแนน ทำเลใกล้กันหรือแขกเดินทางไปจุดหมายเดียวกัน ประเภทแขกหลักเหมือนกัน เช่น ครอบครัว คู่รัก หรือกลุ่มทำงาน และช่วงราคาปกติห่างกันไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ โรงแรมที่ราคาห่างกว่านั้นไม่ใช่คู่แข่งราคา แต่เป็นคู่แข่งคนละเซกเมนต์ ดูไว้เพื่อรู้ทิศทาง ไม่ใช่เพื่อตามราคา

แบ่งคู่แข่งเป็น 2 กลุ่มจะช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น กลุ่ม A คือ 2 ถึง 3 โรงแรมที่แย่งแขกกันตรงที่สุด กลุ่มนี้ต้องดูทุกครั้ง กลุ่ม B คือโรงแรมที่แขกเทียบเป็นบางครั้ง ดูเพื่อรู้ทิศทางตลาดโดยรวม ทบทวนรายชื่อทุก 3 เดือน เพราะเมื่อมีโรงแรมใหม่เปิดหรือคู่แข่งรีโนเวท ตลาดจะเปลี่ยน และรายชื่อเมื่อปีก่อนอาจไม่ใช่คู่แข่งจริงอีกแล้ว

ตารางเช็กราคาประจำสัปดาห์: ดูวันไหน เวลาไหน และเก็บอะไรบ้าง

เก็บข้อมูลวันเดียวกันของทุกสัปดาห์ เวลาเดียวกัน แนะนำเช้าวันอังคารหรือวันพุธ เพราะราคาศุกร์เสาร์ของสัปดาห์นั้นเริ่มนิ่ง และคุณยังมีเวลา 2 ถึง 3 วันในการปรับราคาให้ทัน booking window ของแขกไทยที่มักจองล่วงหน้าสั้น

เก็บทีเดียวหลายช่วงวันเข้าพัก อย่าดูแค่สุดสัปดาห์นี้ ให้ดูศุกร์เสาร์ของสัปดาห์นี้ สัปดาห์หน้า และ 4 สัปดาห์ข้างหน้า รวมถึงวันหยุดยาวที่ใกล้ที่สุด เพราะราคาที่คู่แข่งตั้งล่วงหน้าไกลบอกราคาที่เขาตั้งใจ ส่วนราคาสัปดาห์นี้บอกราคาตอนถูกกดดัน เทียบ 2 ตัวนี้จะเห็นว่าใครกำลังร้อนใจ

สิ่งที่ต้องบันทึกต่อคู่แข่ง 1 โรงแรม ต่อ 1 วันเข้าพัก มีดังนี้

ข้อมูลที่เก็บเก็บอย่างไรบอกอะไร
ราคาต่ำสุดที่ยังจองได้ของห้องมาตรฐานค้น 2 ผู้ใหญ่ 1 คืน บน Booking และ Agoda เปิดแบบ incognitoราคาหน้าร้านที่แขกเห็นจริง
ราคาห้องประเภทที่เทียบกับห้องขายดีของเราดูชื่อห้องพร้อมขนาดตารางเมตร ไม่ใช่แค่ชื่อช่องว่างราคาของสินค้าที่ชนกันจริง
เงื่อนไขแนบอาหารเช้า ยกเลิกฟรี จ่ายที่โรงแรมราคาถูกแต่ non refundable ไม่ใช่ราคาเดียวกับเรา
โปรที่แสดงบนหน้าจดชื่อโปร เปอร์เซ็นต์ และวันหมดโปรเขาลดจริงหรือแค่เปลี่ยนป้าย
จำนวนห้องที่เหลือ ถ้า OTA แสดงข้อความเหลืออีกกี่ห้องบนหน้าโรงแรมคู่แข่งเต็มหรือกำลังระบายห้อง
คะแนนรีวิวและจำนวนรีวิวใหม่จดคะแนนรวมและจำนวนรีวิวสัปดาห์นี้เขาขายได้ด้วยราคาหรือด้วยความน่าเชื่อถือ
อันดับในหน้าค้นหาปลายทางค้นชื่อเมือง วันเดียวกัน จดว่าเราอยู่หน้าไหนราคาที่ตั้งทำให้เราถูกมองข้ามหรือไม่

เก็บลง spreadsheet ธรรมดาก็พอ 1 แถวต่อ 1 คู่แข่งต่อ 1 วันเข้าพัก มีคอลัมน์วันที่เก็บข้อมูลเสมอ เพราะสิ่งที่คุณจะวิเคราะห์ในเดือนที่ 2 คือความเปลี่ยนแปลงระหว่างสัปดาห์ ไม่ใช่ตัวเลขดิบ ครั้งแรกใช้เวลาประมาณ 90 นาที เมื่อชินแล้วเหลือ 40 ถึง 60 นาที และถ้าใช้ระบบเก็บอัตโนมัติจะเหลือแค่เวลาอ่านผลและตัดสินใจ

ข้อควรระวังเรื่องราคาที่เห็น OTA แสดงราคาต่างกันตามอุปกรณ์ ประเทศที่ล็อกอิน สถานะสมาชิก และแอปกับเว็บ ให้เก็บด้วยวิธีเดียวกันทุกสัปดาห์ และจดไว้ว่าเก็บจากช่องทางไหน ราคาที่เก็บผิดวิธี 1 ครั้งจะทำให้ตัดสินใจผิดได้ทั้งสัปดาห์

Promo tracker: ตามโปรคู่แข่งอย่างไรให้เห็นเกมของเขา ไม่ใช่แค่ตัวเลขลด

Promo tracker คือบันทึกแยกต่างหากที่จดว่าคู่แข่งแต่ละรายเปิดโปรอะไร เมื่อไร นานแค่ไหน และหยุดเมื่อไร เพราะราคาสุทธิที่เห็นบน OTA มักเป็นผลรวมของโปรหลายชั้นซ้อนกัน ถ้าดูแค่ราคาปลายทางจะไม่รู้ว่าอะไรเป็นการลดชั่วคราว อะไรเป็นการลดถาวร

โปรบน Booking และ Agoda มีประเภทหลักที่ควรแยกให้เป็น โปรตามฤดูกาลที่ OTA จัดเอง โปรลับสำหรับสมาชิกที่ล็อกอิน โปรจองล่วงหน้า โปรนาทีสุดท้าย โปรพักหลายคืน และโปรบนแอปเท่านั้น แต่ละแบบมีความหมายต่างกัน คู่แข่งที่เปิดโปรจองล่วงหน้า 30 วันกำลังอยากล็อกยอดล่วงหน้า ส่วนคู่แข่งที่เปิดโปรนาทีสุดท้าย 20 เปอร์เซ็นต์ทุกวันพฤหัสกำลังมีปัญหาศุกร์เสาร์ขายไม่ออก 2 สัญญาณนี้ต้องการการตอบสนองที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่ควรมองหาใน promo tracker หลังเก็บครบ 4 สัปดาห์ มี 3 รูปแบบ รูปแบบแรก โปรที่เปิดค้างตลอด ถ้าคู่แข่งขึ้นป้ายลด 15 เปอร์เซ็นต์ทุกสัปดาห์ต่อเนื่อง นั่นคือราคาจริงของเขา ไม่ใช่โปร คุณควรเทียบราคาสุทธิ ไม่ต้องตกใจกับป้าย รูปแบบที่สอง โปรที่เปิดเฉพาะบางวันในสัปดาห์ บอกว่าวันไหนของเขาอ่อน รูปแบบที่สาม โปรที่เปิดแล้วปิดเร็วภายใน 2 ถึง 3 วัน แสดงว่าเขาขายได้ตามเป้าแล้วปิดโปร นี่คือคู่แข่งที่บริหารราคาเป็น ควรจับตาเป็นพิเศษ

ตัวอย่าง โรงแรมขนาด 45 ห้องในเชียงใหม่ทำ promo tracker ตลอดเดือนมิถุนายน พบว่าคู่แข่งกลุ่ม A รายหนึ่งเปิดโปรพักหลายคืน จ่าย 2 คืนได้ 3 คืน เฉพาะวันอาทิตย์ถึงพุธ แต่ศุกร์เสาร์ไม่ลดเลย นั่นแปลว่าเขาแน่นศุกร์เสาร์ และกำลังหาแขกกลางสัปดาห์ โรงแรม 45 ห้องจึงเลิกลดราคาศุกร์เสาร์ให้เท่าคู่แข่ง หันไปทำแพ็กเกจกลางสัปดาห์แข่งแทน แล้วรักษาราคาศุกร์เสาร์ไว้ได้ทั้งเดือน

คู่แข่งลดราคาศุกร์เสาร์แล้ว ต้องลดตามไหม?

ส่วนใหญ่ไม่ต้อง การลดตามควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หลังจากตอบคำถาม 5 ข้อแล้วพบว่าราคาคือปัญหาจริง ไม่ใช่การมองเห็น ไม่ใช่รีวิว และไม่ใช่เงื่อนไขการจอง

คำถามข้อที่ 1 ยอดจองปัจจุบันของเราสำหรับศุกร์เสาร์นั้นเทียบกับสัปดาห์เดียวกันของปีก่อนเป็นอย่างไร ถ้า on the books ของเราวันนี้อยู่ที่ 55 เปอร์เซ็นต์ และปีก่อน ณ วันเดียวกันอยู่ที่ 50 เปอร์เซ็นต์ แล้วสุดท้ายปิดที่ 88 เปอร์เซ็นต์ คุณกำลังนำหน้าตัวเองอยู่ การลดราคาตอนนี้คือการทิ้งเงินให้แขกที่จะจองอยู่แล้ว

คำถามข้อที่ 2 คู่แข่งที่ลด ลดจากอะไร ถ้าเขาลดจากราคาที่สูงกว่าเรา 20 เปอร์เซ็นต์มาเหลือสูงกว่าเรา 5 เปอร์เซ็นต์ เขาแค่กลับมาอยู่ในตลาด ไม่ได้ตัดราคาคุณ ดูราคาสุทธิพร้อมเงื่อนไข ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์บนป้าย

คำถามข้อที่ 3 pace ของการจองใน 7 วันล่าสุดเป็นอย่างไร ถ้าสัปดาห์ที่แล้วมีจองเข้ามาสำหรับศุกร์เสาร์นั้น 6 ห้อง สัปดาห์นี้เข้ามา 5 ห้อง นั่นปกติ แต่ถ้าสัปดาห์นี้เข้ามา 0 ห้องหลังคู่แข่งลดราคา สัญญาณนี้จริงและต้องขยับ

คำถามข้อที่ 4 อันดับของเราในหน้าค้นหา OTA และ Google เปลี่ยนไปไหม บางครั้งยอดตกไม่ใช่เพราะราคา แต่เพราะรูปหลักหลุด คะแนนรีวิวลดจาก 8.6 เหลือ 8.3 หรือมีรีวิวลบใหม่ที่ยังไม่ตอบ ลดราคาแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ตอบรีวิวและแก้หน้าโรงแรมแก้ได้

คำถามข้อที่ 5 มีดีมานด์ในตลาดพอสำหรับทุกคนไหม ถ้ามีคอนเสิร์ต งานวิ่ง หรือวันหยุดยาว คู่แข่งที่ลดราคาคือคนที่อ่านตลาดผิด อย่าตามเขาลง แต่ถ้าเป็นสุดสัปดาห์ฝนตกหนักในช่วง low season ที่ทุกโรงแรมมีห้องว่างเยอะ การลดพร้อมกันทั้งตลาดจะไม่เพิ่มแขกให้ใคร แค่ทำให้ทุกคนได้เงินน้อยลงจากแขกจำนวนเท่าเดิม

หลักคิดสั้นๆ ที่ใช้ได้เสมอ ราคาคู่แข่งเป็นข้อมูล ไม่ใช่คำสั่ง คุณเปลี่ยนราคาเมื่อยอดจองของคุณเองบอกว่าต้องเปลี่ยน ไม่ใช่เมื่อคู่แข่งเปลี่ยน

กรอบตัดสินใจราคาศุกร์เสาร์ให้จบใน 15 นาที

ใช้ตารางเดียว จับคู่ยอดจองของเรากับท่าทีของคู่แข่ง แล้วเลือกการตอบสนองที่กำหนดไว้ล่วงหน้า วิธีนี้ตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ และทำให้ทีมคนอื่นทำแทนได้เมื่อคุณไม่อยู่

สถานการณ์ของเรา เทียบปีก่อนวันเดียวกันคู่แข่งกลุ่ม A ลดราคาคู่แข่งกลุ่ม A คงราคา
on the books นำหน้าปีก่อนเกิน 5 จุดคงราคา หรือขยับขึ้น 3 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ในห้องประเภทที่เหลือน้อยขึ้นราคา 5 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ และปิดโปรทั้งหมด
on the books ใกล้เคียงปีก่อน บวกลบไม่เกิน 5 จุดคงราคา แต่เพิ่มคุณค่า เช่น เช็กเอาต์ช้า อาหารเช้า ส่วนลดสปาคงราคา เร่งช่องทางตรงและโพสต์ใน Google Business Profile
on the books ตามหลังปีก่อน 5 ถึง 10 จุด และ pace ช้าลงเปิดโปรแบบมีเงื่อนไขก่อน เช่น สมาชิก หรือจองล่วงหน้า ไม่ลดราคาหน้าร้านตรวจการมองเห็น รูป รีวิว อันดับ ก่อนแตะราคา
ตามหลังเกิน 10 จุด และ pace 7 วันแทบเป็นศูนย์ปรับราคาห้องมาตรฐานลงให้อยู่ในระยะ 5 เปอร์เซ็นต์ของคู่แข่ง กำหนดวันทบทวนใน 48 ชั่วโมงปัญหาไม่ใช่ราคาคู่แข่ง ตรวจช่องทางขายและเนื้อหาของเราทั้งหมด

กฎ 3 ข้อที่ต้องแนบท้ายตาราง ข้อแรก การลดราคาทุกครั้งต้องมีวันทบทวน ไม่เกิน 48 ถึง 72 ชั่วโมง ถ้า pace ไม่กลับมา ลดต่อไม่ช่วย ต้องเปลี่ยนวิธี ข้อสอง ลดในรูปโปรที่มีเงื่อนไขก่อนเสมอ เพราะถอนคืนง่ายและไม่ทำให้ราคาหน้าร้านของคุณกลายเป็นราคาใหม่ในสายตาแขกประจำ ข้อสาม อย่าลดต่ำกว่าราคาที่แขกเคยจ่ายและกำลังจะเข้าพักสุดสัปดาห์เดียวกัน เพราะรีวิวแบบจองก่อนแพงกว่าสร้างความเสียหายยาวกว่าห้องว่าง 3 ห้อง

ตัวอย่างจริง: โรงแรม 60 ห้องในหัวหินกับ 3 สุดสัปดาห์ที่ไม่ลดตาม

โรงแรมขนาด 60 ห้องในหัวหิน ราคาห้องมาตรฐานศุกร์เสาร์อยู่ที่ 2,400 บาท เดือนกรกฎาคมพบว่าคู่แข่งกลุ่ม A ที่อยู่ห่างกัน 400 เมตร ขึ้นป้ายลด 25 เปอร์เซ็นต์ทุกวันพฤหัสสำหรับศุกร์เสาร์ที่จะถึง ราคาสุทธิเหลือประมาณ 2,100 บาท ปีก่อนผู้จัดการเคยลดตามทันทีทุกครั้ง

สุดสัปดาห์แรก ทีมเปิดตารางเทียบ พบว่า on the books ของตัวเองอยู่ที่ 62 เปอร์เซ็นต์ ปีก่อนวันเดียวกันอยู่ที่ 58 เปอร์เซ็นต์ pace 7 วันมีจองเข้า 7 ห้อง ตามตารางคือนำหน้าและคู่แข่งลด การตอบสนองคือคงราคา ปิดศุกร์เสาร์นั้นที่ 91 เปอร์เซ็นต์ ADR 2,380 บาท

สุดสัปดาห์ที่สอง ฝนตกทั้งสัปดาห์ on the books อยู่ที่ 48 เปอร์เซ็นต์ ใกล้เคียงปีก่อน pace ช้าลงเหลือ 4 ห้อง คู่แข่งยังลด 25 เปอร์เซ็นต์ ทีมเลือกเพิ่มคุณค่าแทนการลด เปิด late check out ถึง 14.00 น. และแถมเครื่องดื่มต้อนรับสำหรับจองตรง แล้วโพสต์ใน Google Business Profile และ LINE ของโรงแรม ปิดที่ 79 เปอร์เซ็นต์ ADR 2,350 บาท ปีก่อนที่ลดตาม ปิดที่ 82 เปอร์เซ็นต์ ADR 2,050 บาท รายได้ห้องพักสุดสัปดาห์นี้สูงกว่าปีก่อนแม้ occupancy ต่ำกว่า 3 จุด

สุดสัปดาห์ที่สาม on the books ตามหลังปีก่อน 9 จุด pace เหลือ 2 ห้อง promo tracker บอกว่าคู่แข่งอีก 2 รายในกลุ่ม A เริ่มลดตามกันหมด ตลาดอ่อนจริง ทีมเปิดโปรสมาชิกบน OTA ลด 12 เปอร์เซ็นต์ เฉพาะห้องมาตรฐาน กำหนดทบทวนวันศุกร์เช้า ผลคือ pace กลับมา 5 ห้องใน 48 ชั่วโมง ปิดที่ 84 เปอร์เซ็นต์ ADR 2,180 บาท และปิดโปรทันทีวันศุกร์ ไม่ปล่อยค้าง

บทเรียนจาก 3 สัปดาห์นี้ ไม่ใช่ว่าห้ามลดราคา แต่คือลดเฉพาะเมื่อตัวเลขของเราเองบอก ลดในรูปที่ถอนคืนได้ และมีวันทบทวนเสมอ ตัวเลขแบบนี้ขึ้นกับตลาด ทำเล และฤดูกาลของแต่ละโรงแรม ผลจะไม่เหมือนกันทุกที่ แต่กระบวนการคิดใช้ได้เหมือนกันทุกที่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อโรงแรมทำ rate shopping เอง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเทียบราคาผิดคู่ และตอบสนองเร็วเกินไปโดยไม่ดูยอดของตัวเอง ทั้ง 2 ข้อทำให้ ADR รั่วโดยไม่รู้ตัว และมักถูกมองว่าเป็นต้นทุนของการแข่งขัน ทั้งที่แก้ได้

เทียบราคาห้องคนละประเภท

ห้อง Superior ของคู่แข่งอาจมี 22 ตารางเมตร ไม่มีระเบียง ส่วน Superior ของคุณมี 32 ตารางเมตร มีอ่างอาบน้ำ ถ้าเอาราคามาชนกันตรงๆ คุณจะรู้สึกว่าตัวเองแพงตลอด ให้เทียบด้วยขนาดและสิ่งอำนวยความสะดวก แล้วจดคู่เทียบไว้ในตารางครั้งเดียวเพื่อใช้ทุกสัปดาห์

ลืมเงื่อนไขการจอง

ราคา non refundable ที่ต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ราคาที่ถูกกว่า แต่เป็นสินค้าคนละตัว แขกไทยจำนวนมากยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อยกเลิกฟรีเมื่อฝนตกหรือแผนเปลี่ยน ให้เทียบราคาแบบเงื่อนไขเดียวกันเสมอ

ดูแค่สุดสัปดาห์ที่ใกล้ที่สุด

ถ้าดูแค่ 7 วันข้างหน้า คุณจะอยู่ในโหมดแก้ไฟตลอด การดู 4 สัปดาห์ล่วงหน้าทำให้เห็นว่าคู่แข่งเริ่มลดตั้งแต่เมื่อไร และให้เวลาคุณสร้างดีมานด์ทางอื่นก่อนถึงวันที่ต้องตัดสินใจเรื่องราคา

ปล่อยโปรค้างจนกลายเป็นราคาปกติ

โปรที่เปิดไว้ 3 เดือนไม่ใช่โปรอีกต่อไป แขกประจำและระบบ OTA จะจำราคานั้นเป็นราคาจริงของคุณ พอปิดโปรจะดูเหมือนขึ้นราคา ทุกโปรควรมีวันหมดที่ตั้งไว้ตั้งแต่วันเปิด

ไม่เชื่อมข้อมูลราคากับรีวิวและการมองเห็น

ยอดตกในสุดสัปดาห์เดียวกันที่รีวิวลบเข้ามา 2 รายการ ไม่ใช่ปัญหาราคา แต่โรงแรมจำนวนมากลดราคาเพราะเป็นปุ่มที่กดง่ายที่สุด ก่อนแตะราคาให้เปิดดูรีวิวใหม่ อันดับ Google และการเอ่ยถึงในโซเชียลของสัปดาห์นั้นเสมอ

Checklist rate shopping และ promo tracker ประจำสัปดาห์

ทำตามลำดับนี้ทุกเช้าวันอังคารหรือพุธ ใช้เวลารวมไม่เกิน 60 นาทีเมื่อชินแล้ว มอบหมายให้คนเดียวเป็นเจ้าของงาน และมีคนสำรอง 1 คนที่ทำแทนได้

  • เปิดตารางคู่แข่ง 5 ถึง 7 ราย ยืนยันว่ารายชื่อยังเป็นปัจจุบัน
  • เก็บราคา 2 ผู้ใหญ่ 1 คืน ของศุกร์เสาร์สัปดาห์นี้ สัปดาห์หน้า และ 4 สัปดาห์ข้างหน้า จาก Booking และ Agoda แบบ incognito
  • บันทึกราคาสุทธิพร้อมเงื่อนไข อาหารเช้า ยกเลิกฟรี และชื่อโปรที่แสดง
  • จดจำนวนห้องที่เหลือของคู่แข่ง ถ้า OTA แสดง
  • อัปเดต promo tracker ว่าโปรไหนเปิดใหม่ โปรไหนปิดไป โปรไหนค้างเกิน 4 สัปดาห์
  • ดึง on the books ของเราสำหรับวันเดียวกัน เทียบกับปีก่อน ณ วันเดียวกัน และ pace 7 วัน
  • ค้นชื่อเมืองบน OTA และ Google จดอันดับของเราและคู่แข่งกลุ่ม A
  • เช็กรีวิวใหม่ 7 วันล่าสุดของเราและคู่แข่งกลุ่ม A ทั้งคะแนนและเนื้อหา
  • เปิดตารางตัดสินใจ จับคู่สถานการณ์ เลือกการตอบสนอง 1 อย่างต่อ 1 สุดสัปดาห์
  • ถ้าเปิดโปรหรือปรับราคา ตั้งวันทบทวนใน 48 ถึง 72 ชั่วโมงลงปฏิทินทันที
  • สรุป 5 บรรทัดส่งทีมหน้าบ้านและเซลส์ ให้ทุกคนรู้ว่าสุดสัปดาห์นี้เราขายราคาอะไรและทำไม

Rate shopping เชื่อมกับ SEO รีวิว และการถูก AI แนะนำอย่างไร?

ราคาคือตัวแปรเดียวที่คู่แข่งก๊อบปี้ได้ภายใน 5 นาที ส่วนอันดับบน Google รีวิวที่ตอบดี และการที่ ChatGPT หรือ Google AI Overview เอ่ยชื่อโรงแรมคุณเมื่อมีคนถามหาโรงแรมในเมืองนั้น เป็นสิ่งที่ก๊อบปี้ไม่ได้ในสุดสัปดาห์เดียว โรงแรมที่มี 3 อย่างนี้แข็ง จะมีพื้นที่รักษาราคาศุกร์เสาร์มากกว่าโรงแรมที่แข่งด้วยราคาอย่างเดียวเสมอ

ในทางปฏิบัติ ให้มองตาราง rate shopping เป็นครึ่งหนึ่งของภาพ อีกครึ่งคือแดชบอร์ดที่บอกว่าสัปดาห์นี้เว็บโรงแรมของคุณติดคำค้นอะไร มีรีวิวใหม่กี่รายการที่ยังไม่ตอบ มีคนพูดถึงคุณบน Pantip หรือ TikTok ไหม และ AI ตอบชื่อคุณเมื่อถูกถามหรือไม่ เมื่อเห็น 2 ครึ่งนี้พร้อมกัน คำถามว่าต้องลดตามไหมจะมีคำตอบที่ชัดขึ้นมาก เพราะคุณจะรู้ว่าปัญหาสัปดาห์นี้อยู่ที่ราคา หรืออยู่ที่แขกยังหาคุณไม่เจอ

เริ่มได้ง่ายที่สุดจากการรู้จุดยืนของเว็บตัวเองก่อน ลองสแกนเว็บโรงแรมของคุณฟรีที่หน้าแรก เพื่อดูคะแนน SEO AEO และ GEO แล้ววางคู่กับตาราง rate shopping สัปดาห์นี้ คุณจะเห็นทันทีว่าควรใช้เวลาไปกับราคา หรือกับการทำให้แขกมองเห็นคุณก่อนคู่แข่ง

คำถามที่พบบ่อย

Rate shopping ควรทำบ่อยแค่ไหนสำหรับโรงแรมขนาดเล็ก

สัปดาห์ละ 1 ครั้งในวันและเวลาเดิม เช่น เช้าวันอังคาร ก็เพียงพอสำหรับตัดสินใจราคาศุกร์เสาร์ ถ้ามีระบบเก็บอัตโนมัติจึงค่อยขยับเป็นดูทุกวันในช่วง high season หรือวันหยุดยาว

ควรเลือกคู่แข่งมา rate shopping กี่โรงแรม

5 ถึง 7 โรงแรมที่แขกของคุณเปิดเทียบจริงก่อนจอง แบ่งเป็นกลุ่ม A ที่แย่งแขกตรงที่สุด 2 ถึง 3 ราย และกลุ่ม B ที่ดูเพื่อรู้ทิศทางตลาด ทบทวนรายชื่อทุก 3 เดือน

คู่แข่งลดราคาศุกร์เสาร์บน Agoda ต้องลดตามทันทีไหม

ไม่จำเป็น ให้ดู on the books ของเราเทียบปีก่อนวันเดียวกัน และ pace การจอง 7 วันล่าสุดก่อน ถ้าเรายังนำหน้าหรือใกล้เคียงปีก่อน ให้คงราคาหรือเพิ่มคุณค่าแทน ลดเฉพาะเมื่อตัวเลขของเราเองตกจริง และลดในรูปโปรมีเงื่อนไขที่ถอนคืนได้

Promo tracker ต่างจาก rate shopping อย่างไร

Rate shopping เก็บราคาสุทธิที่คู่แข่งขายจริง ส่วน promo tracker จดว่าคู่แข่งเปิดโปรประเภทไหน วันไหน นานแค่ไหน และปิดเมื่อไร ทำให้แยกได้ว่าเขาลดชั่วคราวเพราะห้องว่าง หรือราคานั้นคือราคาจริงที่แค่ติดป้ายโปรค้างไว้

อยากรู้ว่าเว็บโรงแรมคุณได้กี่คะแนน

สแกน SEO, AEO, GEO และ keyword ฟรีใน 30 วินาที ไม่ต้องสมัคร

สแกนเว็บโรงแรมฟรี