Hotel marketing know-how · 14 Oct 2026
SEO ห้องอาหารในโรงแรม: ทำให้คนนอกที่ค้น ร้านอาหาร + ย่าน เจอห้องอาหารของคุณ พร้อม Google Business Profile แยก หน้าเมนูที่ Google อ่านได้ และ Restaurant schema
ห้องอาหารในโรงแรมมักไม่ติด Google เพราะซ่อนอยู่ใต้ชื่อโรงแรม บทความนี้สอนแยก Business Profile ทำหน้าเมนูที่ AI อ่านได้ และใส่ Restaurant schema

ห้องอาหารในโรงแรมส่วนใหญ่ขายแขกในบ้านได้ แต่ขายคนนอกไม่ค่อยได้ ทั้งที่อาหารอร่อยกว่าร้านดังแถวนั้น สาเหตุหลักไม่ใช่รสชาติ แต่เพราะเวลาคนค้นว่า ร้านอาหารซีฟู้ดหัวหิน หรือ บุฟเฟต์มื้อกลางวันเชียงใหม่ ห้องอาหารของคุณไม่มีตัวตนให้ Google และ AI หยิบขึ้นมาเลย มันซ่อนอยู่เป็นบรรทัดเดียวในหน้า Facilities ของโรงแรม
ผมทำการตลาดโรงแรมมา 15 ปี เคยเห็นห้องอาหารที่รายได้จากคนนอกขยับขึ้นชัดเจนหลังจากแค่ทำ 4 อย่างให้ถูก คือแยก Google Business Profile ทำหน้าห้องอาหารบนเว็บ ทำเมนูเป็นข้อความ และใส่ Restaurant schema บทความนี้จะพาทำทีละขั้น แบบที่ทีมการตลาด 1 ถึง 2 คนทำเองได้
ทำไมห้องอาหารในโรงแรมถึงไม่ติด Google ทั้งที่อาหารอร่อย?
เพราะ Google และ AI มองเห็นแค่ “โรงแรม” ไม่เห็น “ร้านอาหาร” คนที่ค้นหาร้านอาหารจะได้ผลลัพธ์เป็นธุรกิจประเภทร้านอาหาร ถ้าห้องอาหารคุณไม่มีตัวตนเป็นร้านอาหารบน Google ก็แทบไม่มีโอกาสโผล่ใน local pack หรือในคำตอบของ AI
ปัญหาที่ผมเจอบ่อยที่สุดในโรงแรมไทยมี 5 แบบ
- ห้องอาหารไม่มี Google Business Profile ของตัวเอง ใช้หมุดเดียวกับโรงแรม หมวดหมู่เป็น Hotel
- บนเว็บโรงแรมมีแค่ย่อหน้าสั้นๆ ในหน้า Facilities ไม่มี URL ของห้องอาหารเอง
- เมนูเป็นไฟล์ PDF ขนาดใหญ่หรือรูปถ่ายเมนู ซึ่ง Google และ AI อ่านเนื้อหาได้ไม่ครบ
- เวลาเปิดปิด ราคาบุฟเฟต์ และเบอร์จองโต๊ะ ไม่ตรงกันระหว่างเว็บ Facebook และ Google
- รีวิวเรื่องอาหารกระจายอยู่ในรีวิวห้องพักบน OTA ซึ่งคนหาร้านอาหารไม่ได้อ่าน
ตัวอย่างจริงที่เจอ: โรงแรมขนาด 60 ห้องในหัวหิน มีห้องอาหารซีฟู้ดริมทะเลที่แขกในบ้านชมทุกคน แต่พอค้น ร้านอาหารริมทะเลหัวหิน ไม่เจอเลยใน 3 หน้าแรก ทั้งที่ร้านข้างๆ ซึ่งวิวเหมือนกันติดอันดับต้น เพราะร้านข้างๆ มี Business Profile หมวด Seafood restaurant มีรูปอาหาร 200 รูป และมีรีวิวที่พูดถึงเมนูชัดเจน
ห้องอาหารในโรงแรมควรมี Google Business Profile แยกจากโรงแรมไหม?
ควรมี ถ้าห้องอาหารเปิดรับลูกค้าภายนอก มีชื่อเรียกของตัวเอง และมีเวลาเปิดปิดชัดเจน แนวทางของ Google เปิดให้ธุรกิจที่อยู่ภายในโรงแรม เช่น ร้านอาหารหรือสปา มี Business Profile ของตัวเองได้ ตราบใดที่เป็นบริการที่คนทั่วไปเข้าใช้ได้จริง
สิ่งที่ต้องระวังคือห้ามสร้างโปรไฟล์ซ้ำให้โรงแรม และห้ามยัดคำค้นเข้าไปในชื่อ เช่น ตั้งชื่อว่า “ห้องอาหารซีฟู้ดหัวหินที่ดีที่สุด วิวทะเล” แบบนี้เสี่ยงโดนระงับ ให้ใช้ชื่อห้องอาหารที่ป้ายหน้าร้านใช้จริงเท่านั้น
ตั้งค่าโปรไฟล์ห้องอาหารอย่างไร
- ชื่อ: ใช้ชื่อห้องอาหารตามป้ายจริง ถ้าป้ายเขียนว่า ชื่อห้องอาหาร at ชื่อโรงแรม ก็ใช้แบบนั้นได้
- หมวดหมู่หลัก: เลือกให้ตรงกับประเภทอาหาร เช่น Seafood restaurant, Thai restaurant, Buffet restaurant ไม่ใช่ Restaurant กว้างๆ ถ้ามีหมวดที่ตรงกว่า
- หมวดรอง: ใส่ได้อีกหลายหมวด เช่น Breakfast restaurant, Bar, Brunch restaurant ตามที่ขายจริง
- ที่อยู่และหมุด: ใช้ที่อยู่เดียวกับโรงแรม แต่ปักหมุดให้ตรงตำแหน่งทางเข้าห้องอาหาร ถ้าอยู่ชั้น 8 ให้ระบุชั้นในบรรทัดที่อยู่
- เบอร์โทร: ถ้ามีเบอร์จองโต๊ะแยกให้ใช้เบอร์นั้น ไม่ใช่เบอร์ reception
- เว็บไซต์: ลิงก์ไปหน้าห้องอาหารบนเว็บโรงแรม ไม่ใช่หน้าแรก
- ลิงก์เมนูและลิงก์จองโต๊ะ: ใส่ให้ครบ ช่องนี้ช่วยให้คนกดต่อได้ทันที
- เวลาเปิดปิด: ใส่แยกตามมื้อถ้าเปิดปิดช่วงบ่าย และตั้ง special hours ทุกวันหยุดยาว
อีกเรื่องที่คนมักลืมคือโปรไฟล์โรงแรมเดิมที่มีรูปอาหารเยอะ ไม่ต้องลบ แต่หลังจากนี้ให้ลงรูปอาหารในโปรไฟล์ห้องอาหารเป็นหลัก และให้โปรไฟล์โรงแรมเน้นห้องพัก สระ และบรรยากาศ คนค้นสองกลุ่มจะได้เจอสิ่งที่ตัวเองหา
หน้าห้องอาหารบนเว็บโรงแรมต้องมีอะไรบ้าง
ห้องอาหารต้องมี URL ของตัวเองบนเว็บโรงแรม เช่น /dining/ชื่อห้องอาหาร และหน้านั้นต้องตอบคำถามที่คนจะกินถามก่อนตัดสินใจครบในหน้าเดียว ได้แก่ กินอะไร ราคาเท่าไหร่ เปิดกี่โมง จองยังไง จอดรถได้ไหม
โครงหน้าที่ผมใช้กับหลายโรงแรมมี 8 ส่วน
- H1 ที่บอกทั้งชื่อและประเภท: เช่น ชื่อห้องอาหาร ห้องอาหารซีฟู้ดริมทะเลในหัวหิน
- ย่อหน้าสรุป 2 ถึง 3 ประโยค: บอกว่าเสิร์ฟอะไร เหมาะกับใคร เปิดกี่โมง ย่อหน้านี้คือส่วนที่ AI มักหยิบไปตอบ
- เมนูเด่น 5 ถึง 10 จาน: ชื่อจาน คำอธิบาย 1 บรรทัด และราคา เป็นข้อความ ไม่ใช่รูป
- ราคาโดยประมาณต่อคน: เช่น มื้อเย็นเฉลี่ย 600 ถึง 900 บาทต่อคน บุฟเฟต์ 899 บาท net
- เวลาเปิดปิดแยกตามมื้อ: อาหารเช้า กลางวัน เย็น และวันที่ปิด
- การจองและการเดินทาง: เบอร์ ลิงก์จอง LINE OA ที่จอดรถ คนนอกเข้าทางไหน
- รูปอาหารและบรรยากาศ: ตั้งชื่อไฟล์และ alt text ให้บอกชื่อจาน
- FAQ 5 ถึง 8 ข้อ: คำถามที่พนักงานรับโทรศัพท์โดนถามบ่อย
ตัวอย่าง FAQ ที่ใช้ได้ดีกับห้องอาหารโรงแรม เช่น คนที่ไม่ได้พักที่โรงแรมเข้ามากินได้ไหม, มีเมนูเด็กไหม, รับเค้กวันเกิดจากข้างนอกไหม มีค่า corkage หรือไม่, มีห้องส่วนตัวสำหรับ 20 คนไหม, มีเมนูมังสวิรัติหรือฮาลาลไหม คำถามเหล่านี้คือสิ่งที่คนพิมพ์ถาม ChatGPT จริงก่อนจองโต๊ะ
คำถามที่ชี้ขาดที่สุดสำหรับห้องอาหารโรงแรมคือ “คนนอกเข้ามากินได้ไหม” หลายคนไม่แน่ใจและเลือกไปร้านข้างนอกแทน ให้ตอบประโยคนี้ชัดๆ ตั้งแต่ย่อหน้าแรกของหน้า
Keyword ร้านอาหารที่คนค้นจริง ต่างจาก keyword โรงแรมอย่างไร?
ต่างกันมาก คนหาโรงแรมค้นด้วยคำว่า ที่พัก โรงแรม และจังหวัด แต่คนหาร้านอาหารค้นด้วย ประเภทอาหาร + ย่าน + โอกาส และมักค้นใกล้เวลากิน เช่น ค้นตอน 11 โมงเพื่อหาที่กินมื้อเที่ยง
ผมแนะนำให้แยก keyword ห้องอาหารเป็น 5 กลุ่ม แล้ววางลงหน้าเว็บและโพสต์ใน Business Profile ให้ครบทุกกลุ่ม
| กลุ่ม keyword | ตัวอย่างคำค้น | วางไว้ที่ไหน |
|---|---|---|
| ประเภทอาหาร + พื้นที่ | ร้านอาหารซีฟู้ดหัวหิน, ร้านอาหารไทยนิมมาน | H1 และ title ของหน้าห้องอาหาร, หมวดหมู่ใน Business Profile |
| รูปแบบการกิน | บุฟเฟต์มื้อกลางวันเชียงใหม่, brunch วันอาทิตย์กรุงเทพ | H2 ในหน้าห้องอาหาร, หน้าย่อยของบุฟเฟต์ |
| โอกาสพิเศษ | ร้านอาหารฉลองวันเกิด, ร้านอาหารพาพ่อแม่, ร้านอาหารโรแมนติก | FAQ และย่อหน้าเหมาะกับใคร |
| บรรยากาศและวิว | ร้านอาหารวิวทะเล, ร้านอาหารบนดาดฟ้า, ร้านอาหารริมแม่น้ำ | ย่อหน้าสรุป, alt text ของรูป |
| ใกล้สถานที่ | ร้านอาหารใกล้ศูนย์ประชุม, ร้านอาหารใกล้สนามบิน | ส่วนการเดินทาง และโพสต์ใน Business Profile |
วิธีหาคำจริงแบบไม่ต้องเสียเงิน คือพิมพ์ประเภทอาหารกับชื่อย่านลงในช่องค้นหา Google แล้วจดคำที่ Google เติมให้ อ่านกล่อง คำถามที่ผู้คนถามด้วย และเปิดดูรีวิวร้านคู่แข่งในย่านเดียวกันว่าลูกค้าใช้คำอะไรบรรยายร้าน คำในรีวิวคือภาษาที่คนค้นใช้จริง
ตัวอย่าง: โรงแรมขนาด 120 ห้องในเชียงใหม่ ตั้ง title หน้าห้องอาหารไว้ว่า All Day Dining ซึ่งไม่มีคนไทยค้นเลย พอเปลี่ยน title เป็น บุฟเฟต์มื้อกลางวันนิมมาน อาหารไทยเหนือและนานาชาติ และเพิ่มย่อหน้าเรื่องราคาบุฟเฟต์ หน้านั้นเริ่มมี impression จากคำค้นกลุ่มบุฟเฟต์ใน Search Console ภายในไม่กี่สัปดาห์ แม้จะยังไม่ได้ติดอันดับต้นทันที แต่เป็นสัญญาณว่า Google เริ่มเข้าใจแล้วว่าหน้านี้คือร้านอาหาร
ทำไมเมนู PDF และรูปถ่ายเมนูทำให้เสียลูกค้า?
เพราะเมนูที่เป็น PDF ขนาดใหญ่หรือรูปถ่าย ทำให้ Google และ AI ดึงชื่อจานและราคาไปใช้ได้ยาก และบนมือถือก็เปิดช้า คนที่ค้นชื่อจาน เช่น ปูผัดผงกะหรี่หัวหิน จะไม่เจอห้องอาหารคุณ แม้คุณจะขายจานนั้นอยู่
ทางแก้ที่ง่ายที่สุดคือทำหน้าเมนูเป็นข้อความ HTML ปกติ แบ่งเป็นหมวด เช่น อาหารเรียกน้ำย่อย ซีฟู้ด อาหารไทย ของหวาน เครื่องดื่ม แต่ละจานมีชื่อไทย ชื่ออังกฤษ คำอธิบายสั้น และราคา PDF ยังเก็บไว้ให้คนดาวน์โหลดได้ แต่ไม่ใช่ช่องทางหลัก
เช็กลิสต์หน้าเมนูที่ Google และ AI อ่านได้
- ชื่อจานเป็นข้อความที่เลือกคัดลอกได้ ไม่ใช่ตัวอักษรในรูป
- มีทั้งชื่อไทยและอังกฤษ เพราะแขกต่างชาติก็ค้นหาร้านอาหารใกล้โรงแรม
- ราคาเป็นตัวเลขชัดเจน และบอกว่ารวม service charge กับ VAT หรือยัง
- มีป้ายบอกเมนูเผ็ด มังสวิรัติ ฮาลาล หรือมีถั่ว ถ้ามี
- วันที่อัปเดตเมนูล่าสุดแสดงไว้ท้ายหน้า
- ราคาบนเว็บตรงกับเมนูใน Business Profile และในร้าน
- หน้าเมนูโหลดบนมือถือได้ภายในไม่กี่วินาที ไม่ต้องซูม
- มีลิงก์จองโต๊ะติดอยู่ทั้งด้านบนและด้านล่างของเมนู
เรื่องราคาไม่ตรงกันเป็นต้นเหตุของรีวิวลบที่เจอบ่อยมาก ลูกค้าเห็นราคาบุฟเฟต์ 699 บาทในโพสต์เก่าบน Facebook แต่มาถึงจริงเป็น 899 บาท net สุดท้ายได้รีวิว 2 ดาวทั้งที่อาหารไม่มีปัญหา ให้ตั้งคนรับผิดชอบอัปเดตราคาทุกช่องทางในวันเดียวกันที่ F&B เปลี่ยนราคา
Restaurant schema ใส่อย่างไรให้ผูกกับ Hotel schema
ให้ใส่ structured data ประเภท Restaurant ในหน้าห้องอาหาร และระบุว่าห้องอาหารนี้อยู่ภายในโรงแรม โดยอ้างอิงไปที่ Hotel ของคุณ วิธีนี้ช่วยให้ Google และ AI เข้าใจว่าเป็นร้านอาหารจริงที่ตั้งอยู่ในโรงแรมนี้ ไม่ใช่แค่สิ่งอำนวยความสะดวกของห้องพัก
ถ้าเว็บโรงแรมคุณมี Hotel schema อยู่แล้ว งานนี้เป็นการต่อยอดไม่กี่บรรทัด field ที่ควรมีในหน้าห้องอาหารมีดังนี้
| Field | ใส่อะไร | ทำไมสำคัญ |
|---|---|---|
| name | ชื่อห้องอาหารตรงกับป้ายและ Business Profile | ให้ชื่อตรงกันทุกที่ Google จะรวมข้อมูลเป็นธุรกิจเดียว |
| servesCuisine | เช่น Seafood, Thai, Northern Thai | บอกประเภทอาหารที่ AI ใช้จับคู่กับคำถาม |
| priceRange | ช่วงราคาต่อคน เช่น 600 ถึง 900 THB | ตอบคำถามเรื่องงบประมาณได้ตรง |
| openingHoursSpecification | เวลาเปิดปิดแยกวันและมื้อ | ลดโอกาสที่ AI ตอบเวลาผิด |
| acceptsReservations | true หรือ URL หน้าจองโต๊ะ | บอกว่ารับจองได้ และจองที่ไหน |
| hasMenu | URL หน้าเมนูที่เป็นข้อความ | ชี้ไปยังเมนูที่อ่านได้ |
| containedInPlace | อ้างอิงไปที่ Hotel ของโรงแรม | ผูกห้องอาหารเข้ากับโรงแรม |
| address, telephone, image | ที่อยู่ เบอร์จองโต๊ะ รูปอาหารจริง | ข้อมูลพื้นฐานของธุรกิจ local |
ในฝั่ง Hotel schema ให้เพิ่มรายการห้องอาหารเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมด้วย และในหน้าห้องอาหารใส่ FAQ schema ให้ตรงกับคำถามคำตอบที่แสดงบนหน้าจริงเท่านั้น ห้ามใส่คำถามที่ไม่มีบนหน้า หลังใส่เสร็จให้ทดสอบด้วยเครื่องมือทดสอบ Rich Results ของ Google ว่าไม่มี error แล้วขอให้ Google เก็บข้อมูลหน้านั้นใหม่ผ่าน Search Console
ทำอย่างไรให้ ChatGPT และ Google AI แนะนำห้องอาหารของโรงแรม?
AI จะแนะนำร้านที่มีข้อมูลชัดเจนและตรงกันจากหลายแหล่ง คือหน้าเว็บที่ตอบตรงคำถาม Business Profile ที่ข้อมูลครบ รีวิวที่พูดถึงเมนูและบรรยากาศ และการถูกพูดถึงในเว็บท้องถิ่นหรือบทความรีวิว ไม่มีทางลัด แต่ทำให้ครบ 4 แหล่งนี้คือการเพิ่มโอกาสที่ดีที่สุด
ลองนึกถึงคำถามที่คนพิมพ์ถาม AI จริง เช่น แนะนำร้านอาหารวิวทะเลในหัวหินสำหรับพาพ่อแม่ไปฉลองวันเกิด งบไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน คำถามนี้มี 4 เงื่อนไข คือ วิวทะเล หัวหิน เหมาะกับผู้ใหญ่ และงบ ถ้าหน้าห้องอาหารคุณตอบครบทั้ง 4 เงื่อนไขเป็นข้อความชัดเจน AI ก็มีข้อมูลให้หยิบ ถ้าหน้าเว็บเขียนแค่ว่า Experience the finest dining by the sea AI แทบไม่มีอะไรให้ใช้
วิธีเขียนที่ช่วยให้ AI หยิบไปตอบ
- เขียนย่อหน้าเหมาะกับใคร เช่น เหมาะกับครอบครัวที่พาผู้สูงอายุมา เพราะมีทางลาดและที่นั่งในห้องแอร์
- บอกตัวเลขจริง ราคาเฉลี่ยต่อคน จำนวนที่นั่ง ห้องส่วนตัวรับได้กี่คน
- บอกจุดต่างที่ตรวจสอบได้ เช่น ซีฟู้ดรับจากเรือประมงท้องถิ่นทุกเช้า ไม่ใช่คำว่าดีที่สุด
- ใช้ชื่อย่านและสถานที่ใกล้เคียงที่คนรู้จัก เช่น ห่างตลาดโต้รุ่งประมาณ 5 นาทีขับรถ
- ทำให้ข้อมูลบนเว็บ Business Profile Facebook และ LINE OA เหมือนกันทุกตัวอักษรที่สำคัญ
ทุกเดือนให้ลองถาม ChatGPT Gemini และ Google ด้วยคำถามแบบนี้ 5 ถึง 10 ข้อ แล้วจดว่าห้องอาหารคุณถูกเอ่ยถึงไหม ร้านไหนถูกเอ่ยถึงแทน และ AI อ้างเหตุผลอะไร เหตุผลที่ AI ให้กับร้านคู่แข่งคือรายการสิ่งที่คุณต้องเติมบนเว็บ
รีวิวห้องอาหารต้องแยกจากรีวิวห้องพักอย่างไร
รีวิวอาหารที่อยู่ในรีวิวห้องพักบน OTA ช่วยยอดจองห้อง แต่ไม่ค่อยช่วยคนที่หาร้านอาหาร ห้องอาหารต้องมีรีวิวในโปรไฟล์ร้านอาหารของตัวเอง ซึ่งเป็นที่ที่คนหาร้านอาหารอ่าน และเป็นแหล่งที่ AI ใช้ประกอบคำตอบ
วิธีที่ทำได้จริงในโรงแรม
- QR code แยก: วาง QR ที่ลิงก์ไปหน้าเขียนรีวิวของโปรไฟล์ห้องอาหาร ไว้ที่แฟ้มบิล ไม่ใช่ QR รีวิวโรงแรม
- จังหวะขอ: ให้พนักงานเสิร์ฟขอตอนลูกค้าชมอาหาร หรือตอนเก็บจานของหวาน ไม่ใช่ตอนยื่นบิล
- สคริปต์สั้น: ดีใจที่ชอบปูผัดผงกะหรี่นะครับ ถ้าสะดวกช่วยเล่าใน Google ให้หน่อย คนหาร้านแถวนี้จะได้เจอเรา
- ไม่แลกของ: ห้ามให้ส่วนลดหรือของหวานฟรีแลกกับรีวิว เพราะผิดนโยบายของ Google
- ตอบทุกรีวิว: ให้หัวหน้าห้องอาหารหรือ F&B manager ตอบ เอ่ยชื่อจานที่ลูกค้าพูดถึง จะช่วยให้รีวิวนั้นมีคำค้นที่เกี่ยวกับอาหาร
ตัวอย่าง: โรงแรมขนาด 80 ห้องในขอนแก่น มีห้องจัดเลี้ยงและห้องอาหารจีนที่คนในเมืองนิยมใช้จัดงานครอบครัว แต่รีวิวทั้งหมดไปอยู่ในโปรไฟล์โรงแรมซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องห้องพักและที่จอดรถ พอทำ QR แยกและให้พนักงานขอรีวิวตอนลูกค้าชมเป็ดปักกิ่ง โปรไฟล์ห้องอาหารเริ่มมีรีวิวใหม่ทุกสัปดาห์ และรีวิวเริ่มพูดถึงชื่อเมนู ห้องส่วนตัว และงานวันเกิด ซึ่งเป็นคำที่คนในเมืองใช้ค้นจริง
บุฟเฟต์ เทศกาล และมื้อพิเศษ ควรทำหน้าแยกไหม?
ควรทำ ถ้าเป็นสินค้าที่ขายซ้ำทุกปีหรือทุกสัปดาห์ เช่น บุฟเฟต์ซีฟู้ดคืนวันศุกร์ brunch วันอาทิตย์ หรือบุฟเฟต์วันแม่ เพราะคนค้นด้วยชื่อสินค้านั้นตรงๆ และหน้าที่ใช้ URL เดิมทุกปีจะสะสมอันดับได้ต่อเนื่อง
หลักง่ายๆ ที่ผมใช้คือ ถ้าสินค้าไหนมีคนค้นเป็นคำเฉพาะ และขายเกิน 1 ครั้ง ให้มีหน้าของตัวเอง ส่วนโปรระยะสั้นที่ขายครั้งเดียว ให้ลงเป็นโพสต์ใน Business Profile และโซเชียลก็พอ หน้าบุฟเฟต์ควรบอกราคาต่อผู้ใหญ่และเด็ก วันและเวลาที่มี ตัวอย่างไลน์อาหาร เงื่อนไขการจอง และอัปเดตปีที่ระบุบนหน้าเมื่อเปลี่ยนรอบ
อย่าลืมโพสต์ใน Business Profile ของห้องอาหารสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เช่น เมนูใหม่ประจำเดือน ไลน์ซีฟู้ดคืนนี้ หรือภาพบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์ตก โพสต์เหล่านี้ทำให้โปรไฟล์ดูมีชีวิต และให้ข้อมูลใหม่กับทั้งคนค้นและ AI
แผน 30 วัน ทำ SEO ห้องอาหารในโรงแรมด้วยทีมเล็ก
ทำได้ใน 30 วันด้วยคนการตลาด 1 คนกับหัวหน้าห้องอาหาร 1 คน โดยแบ่งเป็น 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละไม่เกิน 4 ถึง 5 ชั่วโมง
| สัปดาห์ | งานหลัก | ผลที่ต้องได้ |
|---|---|---|
| สัปดาห์ที่ 1 | สร้างหรือ claim Business Profile ของห้องอาหาร เลือกหมวดหมู่ ใส่เวลา เบอร์ ลิงก์ ลงรูปอาหาร 30 รูปแรก | ห้องอาหารมีตัวตนบน Google แยกจากโรงแรม |
| สัปดาห์ที่ 2 | ทำหน้าห้องอาหารบนเว็บตามโครง 8 ส่วน ตั้ง title และ H1 ตาม keyword กลุ่มแรก | มี URL ห้องอาหารที่ตอบคำถามครบ |
| สัปดาห์ที่ 3 | แปลงเมนูเป็นข้อความ ใส่ Restaurant schema และ FAQ schema ทดสอบแล้วส่ง Search Console | Google และ AI อ่านเมนู ราคา เวลาเปิดได้ |
| สัปดาห์ที่ 4 | ทำ QR รีวิวแยก ซ้อมสคริปต์กับพนักงานเสิร์ฟ เริ่มโพสต์ใน Business Profile สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เช็กข้อมูลให้ตรงทุกช่องทาง | มีรีวิวและโพสต์ใหม่ต่อเนื่อง |
เช็กลิสต์ก่อนปิดเดือนแรก
- ค้นชื่อห้องอาหารใน Google แล้วเจอโปรไฟล์ห้องอาหาร ไม่ใช่แค่โปรไฟล์โรงแรม
- หมวดหมู่หลักตรงกับประเภทอาหารที่ขายจริง
- หน้าห้องอาหารมี URL ของตัวเอง และ title มีประเภทอาหารกับพื้นที่
- ย่อหน้าแรกตอบชัดว่าคนนอกเข้ามากินได้
- เมนูเป็นข้อความ มีราคา และระบุว่ารวม service charge กับ VAT หรือยัง
- Restaurant schema ผ่านการทดสอบ และอ้างอิงไปที่ Hotel
- เวลาเปิดปิดตรงกันทั้งเว็บ Business Profile Facebook และ LINE OA
- มี QR รีวิวห้องอาหารที่แฟ้มบิล และพนักงานรู้สคริปต์
- ตอบรีวิวห้องอาหารครบทุกรีวิวภายใน 48 ชั่วโมง
- ตั้งชุดคำถามทดสอบ AI อย่างน้อย 5 ข้อไว้เช็กทุกเดือน
วัดผลอย่างไรว่าห้องอาหารขายคนนอกได้มากขึ้น
ให้ดู 3 ชั้น คือคนเห็น คนกด และคนมากินจริง ตัวเลขชั้นแรกขยับก่อน ส่วนยอดคนนอกที่มากินจริงต้องใช้เวลาสะสม อย่าคาดหวังว่าจะเห็นผลภายในสัปดาห์เดียว
- คนเห็น: จำนวนครั้งที่โปรไฟล์ห้องอาหารแสดงใน Search และ Maps และ impression ของหน้าห้องอาหารใน Search Console
- คนกด: จำนวนกดโทร กดเส้นทาง กดเว็บไซต์ และกดดูเมนูจาก Business Profile รวมถึงคลิกจาก Search Console
- คนมากินจริง: ให้พนักงานรับจองถามทุกครั้งว่ารู้จักร้านจากไหน และแยกบิลแขกในบ้านกับคนนอกในระบบ POS
ผมแนะนำให้ทำตารางเดียว อัปเดตทุกต้นเดือน แล้วเอาไปคุยกับ F&B manager และ GM ในประชุมเดือน สิ่งที่ผู้บริหารอยากเห็นที่สุดคือสัดส่วนรายได้ห้องอาหารจากคนนอก เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เพราะตัดผลของฤดูกาลออกได้
ห้องอาหารที่ขายคนนอกได้ไม่ได้ช่วยแค่รายได้ F&B แต่ช่วยให้ชื่อโรงแรมถูกพูดถึงในเมืองบ่อยขึ้น คนที่เคยมากินมื้อเย็นมีโอกาสกลับมาเป็นแขกพักในวันหยุด หรือกลับมาจัดงานเลี้ยงที่โรงแรม ถ้าอยากรู้ว่าเว็บโรงแรมของคุณพร้อมแค่ไหนทั้ง SEO AEO และ GEO ก่อนเริ่มทำหน้าห้องอาหาร ลองสแกนเว็บฟรีที่ หน้าแรก ได้เลย ใช้เวลาไม่กี่นาทีครับ
FAQ
ห้องอาหารในโรงแรมทำ Google Business Profile แยกจากโรงแรมได้ไหม
ได้ ถ้าห้องอาหารเปิดรับลูกค้าภายนอก มีชื่อเรียกและเวลาเปิดปิดของตัวเอง ให้ใช้ชื่อตามป้ายจริง เลือกหมวดหมู่ตามประเภทอาหาร และห้ามยัดคำค้นลงในชื่อ
เมนูห้องอาหารบนเว็บโรงแรมควรเป็น PDF หรือข้อความ
ควรเป็นข้อความ HTML ที่มีชื่อจาน คำอธิบาย และราคา เพราะ Google และ AI อ่านได้ครบกว่า และเปิดบนมือถือได้เร็วกว่า ส่วน PDF เก็บไว้ให้ดาวน์โหลดเสริมได้
Restaurant schema ของห้องอาหารในโรงแรมต้องมี field อะไรบ้าง
อย่างน้อยควรมี name, servesCuisine, priceRange, openingHoursSpecification, acceptsReservations, hasMenu, address, telephone และ containedInPlace ที่อ้างอิงไปที่ Hotel ของโรงแรม เพื่อผูกห้องอาหารเข้ากับโรงแรม
ทำอย่างไรให้ ChatGPT แนะนำห้องอาหารของโรงแรม
เขียนหน้าห้องอาหารให้ตอบเงื่อนไขที่คนถามจริง เช่น ประเภทอาหาร วิว งบต่อคน และเหมาะกับใคร ทำข้อมูลให้ตรงกันทุกช่องทาง และสะสมรีวิวในโปรไฟล์ห้องอาหาร ไม่มีใครการันตีได้ แต่ข้อมูลที่ชัดและตรงกันช่วยเพิ่มโอกาสถูกเอ่ยถึง
ควรขอรีวิวห้องอาหารจากลูกค้าตอนไหน
ช่วงที่ได้ผลดีคือตอนลูกค้าชมอาหารหรือตอนเก็บจานของหวาน โดยใช้ QR ที่ลิงก์ไปโปรไฟล์ห้องอาหารโดยตรง และห้ามให้ส่วนลดหรือของฟรีแลกกับรีวิว
Want to know your hotel website score?
Free SEO, AEO, GEO and keyword scan in 30 seconds, no sign-up
Scan your hotel site free