Hotel marketing know-how · 12 Sep 2026
เลือก influencer ให้โรงแรม: ทำไมยอดผู้ติดตามไม่ใช่ตัวตัดสิน และเกณฑ์ 4 แกนที่ทำให้แคมเปญได้ยอดจองจริง
ยอด follower เยอะไม่ได้แปลว่าห้องจะเต็ม เปิดเกณฑ์ 4 แกนที่โรงแรมไทยใช้คัด influencer ให้ได้ยอดจองจริง พร้อมตารางให้คะแนนและเช็กลิสต์ก่อนเซ็นดีล

ถ้าคุณเคยให้ห้องฟรี 2 คืนพร้อมดินเนอร์กับ influencer ที่มีผู้ติดตาม 500,000 คน แล้วอีก 2 สัปดาห์ต่อมาเปิดรายงานยอดจองดูก็เจอตัวเลขเท่าเดิม คุณไม่ได้เป็นโรงแรมเดียวที่เจอแบบนี้ ตลอด 15 ปีที่ทำการตลาดโรงแรมในไทย ผมเห็นเรื่องนี้ซ้ำแทบทุกปี และเกือบทุกครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ influencer ไม่เก่ง แต่อยู่ที่ขั้นตอนการเลือกที่ดูแค่ยอดผู้ติดตามตั้งแต่แรก บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมตัวเลขนั้นถึงหลอกตาได้ง่าย แล้วเสนอเกณฑ์ 4 แกนที่ทีมการตลาดโรงแรมใช้คัดคนได้จริง พร้อมตารางให้คะแนน ตัวอย่างสถานการณ์จากโรงแรมไทย และเช็กลิสต์ก่อนเซ็นดีล
ทำไมยอดผู้ติดตามถึงไม่ใช่ตัวตัดสินว่าแคมเปญจะได้ยอดจอง
เพราะยอดผู้ติดตามบอกได้แค่ว่ามีคนกดติดตามกี่คน แต่ไม่ได้บอกว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร เห็นโพสต์จริงไหม และมีโอกาสมาพักที่โรงแรมคุณหรือเปล่า ตัวเลขนี้จึงเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการคุย ไม่ใช่เหตุผลในการจ่ายเงิน
มี 3 เหตุผลหลักที่ทำให้ยอดผู้ติดตามหลอกตา เหตุผลแรกคือ algorithm ของ TikTok, Instagram Reels และ Facebook ทุกวันนี้กระจายคอนเทนต์ตามความสนใจของคนดู ไม่ได้กระจายตามจำนวนผู้ติดตาม คนที่มีผู้ติดตาม 300,000 คนอาจได้ยอดเห็นโพสต์แค่ 8,000 ครั้ง ขณะที่บัญชี 20,000 คนที่ทำคอนเทนต์ตรงกลุ่มอาจได้ 150,000 ครั้ง เหตุผลที่สองคือผู้ติดตามสะสมมาจากคอนเทนต์คนละแนวในช่วงเวลาหลายปี คนที่เคยดังจากคลิปตลกเมื่อ 3 ปีก่อนแล้วหันมาทำสายท่องเที่ยว ผู้ติดตามส่วนใหญ่ยังเป็นคนที่มาเพราะคลิปตลกและไม่ได้สนใจโรงแรม เหตุผลที่สามคือผู้ติดตามที่มาจากกิจกรรมแจกของ บัญชีต่างประเทศ หรือบัญชีที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ซึ่งนับรวมอยู่ในตัวเลขก้อนใหญ่แต่ไม่มีวันจองห้องพัก
ลองดูตัวอย่างโรงแรมบูติกขนาด 40 ห้องในเชียงใหม่ที่จ้าง creator สายแฟชั่นซึ่งมีผู้ติดตาม 800,000 คน ค่าตัวรวมห้องพักตกประมาณ 60,000 บาท คลิปได้ยอดดู 400,000 ครั้ง แต่ยอดจองที่ตามได้จริงมี 2 ห้อง เมื่อขอดูข้อมูลผู้ติดตามย้อนหลังจึงพบว่ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์อายุ 18 ถึง 22 ปี อยู่ในกรุงเทพ และเป็นกลุ่มที่มาเชียงใหม่แล้วพักโฮสเทลคืนละ 400 บาท ในขณะที่ creator สายคาเฟ่และร้านอาหารในเชียงใหม่ที่มีผู้ติดตาม 30,000 คน คิดค่าตัว 8,000 บาท กลับพาแขกกลุ่มคู่รักจากกรุงเทพมาจอง 11 ห้องในเดือนเดียวกัน ความต่างไม่ได้อยู่ที่ฝีมือ แต่อยู่ที่คนดูเป็นใคร
แคมเปญ influencer โรงแรมที่ได้ยอดจองจริงหน้าตาเป็นยังไง?
แคมเปญที่ได้ยอดจองจริงคือแคมเปญที่มีเส้นทางชัดเจนจากคอนเทนต์ไปถึงหน้าจอง และโรงแรมวัดได้ว่ามีกี่คนเดินตามเส้นทางนั้น ไม่ใช่แคมเปญที่จบลงด้วยรายงานยอดวิวสวยๆ 1 หน้า
ยอดจองจากงาน influencer มาได้ 2 จังหวะ จังหวะแรกคือยอดจองทันทีภายใน 7 ถึง 14 วันหลังโพสต์ กลุ่มนี้มาจากคนที่กดลิงก์ ใช้ promo code หรือทักเข้ามาทาง LINE OA และ Instagram DM จังหวะที่สองคือยอดจองช้า ซึ่งมักใหญ่กว่าจังหวะแรกแต่โรงแรมส่วนมากมองไม่เห็น คนกลุ่มนี้กดเซฟคลิปไว้ แล้วอีก 1 ถึง 3 เดือนถัดมาค่อยค้นชื่อโรงแรมใน Google หรือถาม ChatGPT ว่าโรงแรมที่เห็นในคลิปราคาเท่าไหร่ ก่อนจะไปจองผ่าน OTA หรือหน้าเว็บโรงแรม
ดังนั้นการวัดผลต้องดูทั้ง 2 จังหวะ จังหวะแรกดูจากโค้ดและลิงก์ จังหวะที่สองดูจากยอดค้นหาชื่อโรงแรมใน Google Search Console ยอดเข้าเว็บแบบ direct จำนวนคนทักถามใน inbox และรีวิวใหม่ที่เอ่ยว่ามาเพราะเห็นคลิป ถ้าโรงแรมดูแค่ยอดวิวกับยอดไลก์ จะสรุปผิดได้ทั้ง 2 ทาง คือทั้งคิดว่าแคมเปญสำเร็จทั้งที่ห้องไม่ได้เพิ่ม และคิดว่าล้มเหลวทั้งที่ยอดจองช้ากำลังทยอยเข้ามา
แกนที่ 1 ผู้ติดตามตรงกับแขกที่โรงแรมอยากได้หรือเปล่า
แกนแรกดูว่าคนที่ติดตาม influencer คนนั้นเป็นคนกลุ่มเดียวกับแขกที่จ่ายเงินให้โรงแรมคุณอยู่ทุกวันนี้ หรือเป็นกลุ่มใหม่ที่คุณตั้งใจจะดึงเพิ่มหรือไม่ ถ้าไม่ตรงทั้ง 2 อย่าง แกนอื่นจะดีแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้
เริ่มจากฝั่งโรงแรมก่อน ดึงข้อมูลแขก 12 เดือนล่าสุดจาก PMS และรายงาน OTA ออกมาดูว่าแขกส่วนใหญ่มาจากจังหวัดไหน อายุเท่าไหร่ มาเป็นคู่ ครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อน เดินทางด้วยรถส่วนตัวหรือเครื่องบิน และจองล่วงหน้ากี่วัน ข้อมูลชุดนี้คือแบบพิมพ์เขียวของแขกที่คุณต้องการ จากนั้นขอให้ influencer ส่งภาพหน้าจอ audience insight จากแอปโดยตรง ซึ่งจะแสดงสัดส่วนเพศ ช่วงอายุ เมืองที่อยู่ และช่วงเวลาที่ผู้ติดตามใช้งาน influencer ที่ทำงานเป็นมืออาชีพส่งข้อมูลนี้ให้ได้ภายในวันเดียว ส่วนคนที่บ่ายเบี่ยงมักมีตัวเลขที่ไม่อยากให้เห็น
อีกวิธีที่ไม่ต้องขอใครคือเปิดคอมเมนต์ 20 โพสต์ล่าสุดแล้วอ่านเอง ดูว่าคนคอมเมนต์เป็นคนไทยหรือต่างชาติ พูดถึงการเดินทางแบบไหน และเคยถามเรื่องที่พักไหม ตัวอย่างรีสอร์ตขนาด 80 ห้องในเขาใหญ่ที่แขกหลักคือครอบครัวมีลูกเล็กจากกรุงเทพ เคยคุยกับ influencer สายเที่ยวคนเดียวแบบแบกเป้ที่มีผู้ติดตาม 250,000 คน คอนเทนต์สวยมาก แต่เมื่อไล่อ่านคอมเมนต์พบว่าคนดูส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ถามเรื่องรถทัวร์และที่พักราคาถูก รีสอร์ตจึงเปลี่ยนไปเลือกคุณแม่ที่ทำเพจพาลูกเที่ยวซึ่งมีผู้ติดตาม 45,000 คนแทน แล้วได้ยอดจองแพ็กเกจครอบครัว 17 ห้องในช่วงปิดเทอม
คำถามที่ควรถาม influencer ก่อนคุยเรื่องราคา
- ผู้ติดตามอยู่จังหวัดไหนมากที่สุด 3 อันดับแรก
- ช่วงอายุที่มากที่สุดคือช่วงไหน และคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์
- คอนเทนต์ที่พักที่เคยทำ คนดูถามเรื่องอะไรมากที่สุด
- ผู้ติดตามที่เป็นบัญชีต่างประเทศมีสัดส่วนเท่าไหร่
แกนที่ 2 คุณภาพการมีส่วนร่วม ดูคอมเมนต์ ไม่ใช่ดูแค่ยอดไลก์
แกนที่สองดูว่าคนดูมีปฏิกิริยาแบบที่นำไปสู่การจองหรือไม่ ซึ่งอ่านได้จากเนื้อหาในคอมเมนต์และยอดเซฟมากกว่ายอดไลก์ เพราะไลก์เป็นการกดผ่านๆ ส่วนการเซฟและการถามคือสัญญาณว่ามีคนกำลังวางแผนเดินทาง
เวลาไล่ดูโพสต์ที่พักที่ influencer เคยทำ ให้แยกคอมเมนต์เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือคอมเมนต์ที่มีเจตนาซื้อ เช่น ที่ไหนคะ ราคาเท่าไหร่ มีห้องพักช่วงปีใหม่ไหม พาสัตว์เลี้ยงไปได้หรือเปล่า และการแท็กเพื่อนพร้อมข้อความชวนไป กลุ่มที่สองคือคอมเมนต์ทั่วไปอย่างสวยจัง อิโมจิ หรือคำชมตัว influencer เอง สัดส่วนของกลุ่มแรกคือสิ่งที่คุณต้องการ ให้ดูย้อนหลัง 10 ถึง 20 โพสต์ล่าสุดแทนที่จะดูโพสต์ที่ดังที่สุด เพราะโพสต์ดังอาจเป็นเรื่องบังเอิญเพียงครั้งเดียว และถ้า influencer ให้ดู insight ได้ ให้เทียบยอดเซฟของโพสต์ที่พักกับโพสต์ทั่วไปของเขาเอง คอนเทนต์ที่พักที่ดีจะมีคนเซฟสูงผิดปกติเพราะคนเก็บไว้เป็นลิสต์ที่อยากไป
สัญญาณเตือนเรื่องการมีส่วนร่วมปลอมมีอยู่ไม่กี่อย่างแต่เจอบ่อย คอมเมนต์ที่เป็นข้อความสั้นๆ เหมือนกันจากหลายบัญชี บัญชีที่คอมเมนต์ไม่มีรูปโปรไฟล์และไม่มีโพสต์ ยอดไลก์สูงแต่ยอดคอมเมนต์ต่ำผิดสัดส่วนอย่างมาก หรือทุกโพสต์ได้ยอดเท่ากันเป๊ะไม่ว่าเนื้อหาจะดีหรือไม่ดี โรงแรมริมทะเลขนาด 60 ห้องในหัวหินเคยเปรียบเทียบ creator 2 คนด้วยวิธีนี้ คนแรกมีผู้ติดตาม 200,000 คน ยอดไลก์เฉลี่ย 3,000 แต่คอมเมนต์เป็นอิโมจิเกือบทั้งหมด คนที่สองมีผู้ติดตาม 25,000 คน ยอดไลก์เฉลี่ย 900 แต่มีคนถามราคาและวันว่างประมาณ 120 ข้อความต่อโพสต์ที่พัก โรงแรมเลือกคนที่สองด้วยงบไม่ถึง 1 ใน 4 และได้ยอดจองศุกร์เสาร์ในเดือนถัดไปเพิ่มจนต้องปิดขายโปรก่อนกำหนด
แกนที่ 3 คอนเทนต์ค้นหาเจอและอยู่ได้นานแค่ไหน
แกนที่สามวัดว่าคอนเทนต์ที่ทำให้โรงแรมจะยังถูกค้นเจอหลังจากวันโพสต์ผ่านไป 3 เดือนหรือไม่ เพราะแขกส่วนใหญ่ไม่ได้จองในวันที่เห็นโพสต์ แต่จองในวันที่วางแผนทริปจริง
คอนเทนต์แต่ละรูปแบบมีอายุไม่เท่ากัน Instagram Story หายภายใน 24 ชั่วโมง โพสต์ในฟีด Facebook ถูกกลบภายใน 2 ถึง 3 วัน ส่วนคลิป TikTok คลิป YouTube และบทความ blog สามารถถูกค้นเจอได้เป็นปี ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากใช้ช่องค้นหาใน TikTok เพื่อหาที่พักโดยพิมพ์ชื่อจังหวัดกับคำว่าที่พัก คลิปที่ติดหน้าค้นหานั้นทำงานให้โรงแรมทุกวันโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และยังมีเรื่องใหม่ที่คนโรงแรมต้องรู้คือ ChatGPT, Gemini, Claude และ Google AI Overview ดึงข้อมูลจากบทความรีวิว คลิป YouTube ที่มีคำบรรยาย และกระทู้ที่คนแชร์ประสบการณ์มาประกอบคำตอบเวลามีคนถามว่าโรงแรมไหนในหัวหินเหมาะกับครอบครัว คอนเทนต์จาก influencer ที่เขียนหรือพูดชื่อโรงแรมชัดเจนจึงมีโอกาสกลายเป็นแหล่งอ้างอิงที่ AI หยิบไปตอบ
วิธีทดสอบง่ายๆ คือเอาชื่อ influencer ไปค้นคู่กับชื่อจังหวัดในช่องค้นหา TikTok และ Google แล้วดูว่าคอนเทนต์ที่พักที่เขาทำเมื่อ 6 เดือนก่อนยังโผล่ขึ้นมาไหม ถ้าเจอ แปลว่าเขาทำคอนเทนต์แบบที่ถูกค้นหา ถ้าไม่เจอเลย แปลว่าคอนเทนต์ของเขาอยู่ได้แค่ในฟีดชั่วคราว
เขียน brief ให้คอนเทนต์ค้นหาเจอ
โรงแรมกำหนดใน brief ได้โดยไม่กระทบความเป็นธรรมชาติของ influencer ขอให้พูดชื่อโรงแรมและชื่อจังหวัดออกเสียงในคลิปอย่างน้อย 1 ครั้ง ขอให้ caption มีชื่อโรงแรมเต็มพร้อมจังหวัดและจุดเด่นที่คนใช้ค้นหา เช่น ติดทะเล พาสัตว์เลี้ยงได้ หรือมีสระเด็ก ขอให้เปิดคำบรรยายอัตโนมัติในคลิป และถ้าเป็น YouTube หรือ blog ขอให้ชื่อโรงแรมอยู่ในชื่อเรื่อง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ทั้ง Google และ AI จับคู่คอนเทนต์กับโรงแรมคุณได้
แกนที่ 4 วัดผลได้และมีประวัติทำยอดจองให้โรงแรมอื่น
แกนสุดท้ายดูว่า influencer ยอมให้โรงแรมวัดผลหรือไม่ และเคยทำยอดให้ที่พักอื่นมาแล้วหรือเปล่า คนที่มั่นใจในงานตัวเองมักไม่ปฏิเสธการวัดผล
ถามตรงๆ ว่าเคยร่วมงานกับที่พักไหนบ้างและผลเป็นอย่างไร influencer มืออาชีพจะเล่าได้ว่าโรงแรมนั้นได้คนทักเข้ามากี่คน หรือโค้ดถูกใช้ประมาณกี่ครั้ง แม้จะไม่บอกตัวเลขเป๊ะก็ตาม ถ้าเป็นไปได้ ให้โทรถามโรงแรมนั้นโดยตรง วงการโรงแรมไทยเล็กกว่าที่คิดและส่วนใหญ่ยินดีเล่าให้ฟัง
จากนั้นตกลงกลไกวัดผลก่อนเซ็นดีล เลือกอย่างน้อย 2 จาก 4 วิธีนี้ วิธีแรกคือ promo code เฉพาะ influencer แต่ละคนที่ใช้ได้เฉพาะการจองตรงผ่านเว็บโรงแรมหรือ LINE OA วิธีที่สองคือลิงก์ที่ติด UTM ไปยังหน้าจองตรง ซึ่งจะเห็นใน Google Analytics ว่ามาจากใครและมีกี่คนที่จองจริง วิธีที่สามคือคำสำคัญใน LINE OA เช่น ให้แขกพิมพ์ชื่อ influencer เพื่อรับสิทธิ์ วิธีที่สี่คือขอภาพหน้าจอ insight ของโพสต์หลังผ่านไป 7 วัน ซึ่งควรระบุยอดเห็นโพสต์ ยอดเซฟ จำนวนคนเข้าดูโปรไฟล์ และจำนวนคลิกลิงก์
โรงแรมขนาด 120 ห้องในพัทยาใช้วิธีนี้กับ influencer 3 คนพร้อมกันโดยให้โค้ดคนละตัว หลังจบ 30 วัน คนที่มีผู้ติดตามน้อยที่สุดกลับมีโค้ดถูกใช้มากที่สุด ทำให้ปีถัดมาโรงแรมย้ายงบไปที่คนนั้นและตัดอีก 2 คนออกได้โดยไม่ต้องเถียงกันในห้องประชุม ถ้าไม่มีโค้ดแยก การตัดสินใจนี้จะกลายเป็นเรื่องความรู้สึกของคนที่เสียงดังที่สุดในห้อง
ตารางสรุปเกณฑ์ 4 แกน และวิธีให้คะแนนก่อนตัดสินใจ
ให้คะแนนแต่ละแกน 1 ถึง 5 แล้วรวมเป็นคะแนนเต็ม 20 influencer ที่ได้ต่ำกว่า 12 ควรตัดออกทันทีไม่ว่ายอดผู้ติดตามจะสูงแค่ไหน และแกนที่ 1 ถ้าได้ต่ำกว่า 3 ให้ตัดออกโดยไม่ต้องดูแกนอื่น
| แกน | สิ่งที่ดู | หลักฐานที่ขอจาก influencer | ได้ 5 คะแนนเมื่อ | ได้ 1 คะแนนเมื่อ |
|---|---|---|---|---|
| 1. ผู้ติดตามตรงกลุ่ม | จังหวัด อายุ รูปแบบการเดินทาง ตรงกับแขกจริงของโรงแรม | ภาพหน้าจอ audience insight และคอมเมนต์ 20 โพสต์ล่าสุด | ผู้ติดตามมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์อยู่ในกลุ่มแขกหลักของโรงแรม | ไม่ยอมส่งข้อมูล หรือผู้ติดตามหลักเป็นคนละกลุ่มกับแขก |
| 2. คุณภาพการมีส่วนร่วม | คอมเมนต์ที่มีเจตนาซื้อ ยอดเซฟ ความสม่ำเสมอ | insight โพสต์ที่พัก 3 ถึง 5 โพสต์ล่าสุด | คอมเมนต์ถามราคาและวันว่างชัดเจน ยอดเซฟสูงกว่าโพสต์ทั่วไป | คอมเมนต์เป็นอิโมจิหรือข้อความซ้ำ มีสัญญาณบัญชีปลอม |
| 3. ค้นหาเจอและอยู่ได้นาน | คอนเทนต์เก่ายังติดค้นหาใน TikTok Google และ YouTube | ลิงก์คอนเทนต์ที่พักอายุเกิน 6 เดือนที่ยังมีคนดูต่อเนื่อง | ค้นชื่อจังหวัดแล้วเจอคอนเทนต์เก่าของเขา และเอ่ยชื่อที่พักชัดเจน | ทำแต่ Story หรือโพสต์ที่หายจากฟีดใน 2 ถึง 3 วัน |
| 4. วัดผลได้และมีประวัติ | ยอมรับ promo code ลิงก์ UTM และส่ง insight หลังโพสต์ | รายชื่อที่พักที่เคยร่วมงานและผลที่เกิดขึ้น | ตกลงวัดผลทุกแบบ และมีโรงแรมอื่นยืนยันผลได้ | ปฏิเสธการวัดผล หรือไม่เคยทำงานกับที่พักมาก่อน |
ถ้าอยากให้น้ำหนักต่างกัน โรงแรมที่ต้องการยอดจองระยะสั้น เช่น ต้องเติมห้องช่วง low season ให้เพิ่มน้ำหนักแกนที่ 2 และ 4 ส่วนโรงแรมที่ต้องการสร้างการรับรู้ระยะยาวหรือเพิ่งเปิดใหม่ ให้เพิ่มน้ำหนักแกนที่ 3 เพราะคอนเทนต์ที่ค้นเจอได้จะทำงานต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน
nano micro หรือ macro โรงแรมขนาดเล็กถึงกลางควรเลือกแบบไหน?
สำหรับโรงแรมขนาด 30 ถึง 150 ห้อง การเลือก micro influencer ที่มีผู้ติดตาม 10,000 ถึง 100,000 คน จำนวน 3 ถึง 5 คน มักคุ้มกว่าการทุ่มงบทั้งหมดให้ macro 1 คน เพราะกระจายความเสี่ยง เทียบผลระหว่างกันได้ และผู้ติดตามของ micro มักเป็นคนจริงในพื้นที่หรือกลุ่มความสนใจเดียวกัน
| ระดับ | ผู้ติดตามโดยประมาณ | จุดแข็งสำหรับโรงแรม | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| nano | 1,000 ถึง 10,000 | คนดูรู้จักกันจริง ความน่าเชื่อถือสูง มักรับห้องพักแลกคอนเทนต์ | ยอดเห็นโพสต์จำกัด ต้องใช้หลายคนและใช้เวลาจัดการมาก |
| micro | 10,000 ถึง 100,000 | สมดุลระหว่างยอดเห็นกับความตรงกลุ่ม ค่าตัวยังต่อรองได้ | ต้องตรวจแกนที่ 1 และ 2 ให้ดี เพราะคุณภาพต่างกันมากในระดับนี้ |
| macro | 100,000 ถึง 1,000,000 | สร้างการรับรู้ในวงกว้างเร็ว เหมาะกับโรงแรมเปิดใหม่หรือรีแบรนด์ | ค่าตัวสูง ผู้ติดตามกระจายหลายกลุ่ม ยอดจองต่อบาทมักต่ำกว่า micro |
ข้อสังเกตจากหน้างานคือโรงแรมขนาดกลางที่ได้ผลดีมักผสม 2 ระดับ ใช้ micro ที่อยู่ในจังหวัดเดียวกันหรือทำคอนเทนต์สายเดียวกับจุดขายของโรงแรม 3 คน แล้วเสริม nano ที่เป็นแขกจริงซึ่งเคยพักและโพสต์ถึงโรงแรมอยู่แล้วอีก 2 ถึง 3 คน กลุ่มหลังนี้หาได้จากการทำ social listening ดูว่าใครแท็กหรือเอ่ยชื่อโรงแรมและพื้นที่รอบๆ อยู่แล้วโดยไม่ได้จ้าง คนกลุ่มนี้ชอบโรงแรมคุณอยู่ก่อน คอนเทนต์จึงออกมาจริงใจกว่าและคนดูสัมผัสได้
จ่ายแบบไหนดี ห้องฟรี ค่าตัว หรือคอมมิชชั่นจากยอดจอง
รูปแบบที่เหมาะกับโรงแรมส่วนใหญ่คือค่าตัวพื้นฐานที่ไม่สูงบวกคอมมิชชั่นจากยอดจองที่ติดตามได้ผ่านโค้ดหรือลิงก์ เพราะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายอยากได้ยอดจองเหมือนกัน ไม่ใช่แค่อยากได้ยอดวิว
ห้องพักแลกคอนเทนต์
เหมาะกับ nano และ micro ระดับต้น ต้นทุนจริงของโรงแรมคือต้นทุนต่อห้องที่ว่างอยู่แล้วบวกอาหาร ให้เลือกวันกลางสัปดาห์ช่วง low season ที่ห้องว่างแน่นอน และระบุจำนวนชิ้นงาน รูปแบบ และวันโพสต์ให้ชัดในข้อตกลง ปัญหาที่เจอบ่อยคือคุยกันปากเปล่าแล้วได้ Story 2 อันที่หายไปใน 24 ชั่วโมง
ค่าตัวคงที่
เหมาะเมื่อโรงแรมต้องการควบคุมช่วงเวลาและเนื้อหาชัดเจน เช่น เปิดตัวห้องพักปรับปรุงใหม่ ควรแบ่งจ่าย 50 เปอร์เซ็นต์ก่อนเริ่มงานและอีก 50 เปอร์เซ็นต์หลังส่ง insight ครบตามข้อตกลง
คอมมิชชั่นจากยอดจอง
ให้ 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดจองที่ใช้โค้ดของ influencer คนนั้น ซึ่งยังถูกกว่าค่าคอมมิชชั่น OTA และเป็นการจองตรงที่โรงแรมได้ข้อมูลแขกไว้ใช้ต่อ influencer ที่มั่นใจในผู้ติดตามตัวเองจะชอบรูปแบบนี้ ส่วนคนที่ปฏิเสธทันทีมักรู้อยู่แล้วว่าผู้ติดตามไม่ได้จอง
เช็กลิสต์ก่อนเซ็นดีลกับ influencer
ก่อนโอนเงินหรือบล็อกห้อง ให้ไล่เช็กรายการนี้ให้ครบ ถ้ามีข้อไหนตอบไม่ได้ ให้กลับไปคุยกับ influencer อีกรอบก่อน
- มีข้อมูลแขกจริงของโรงแรม 12 เดือนล่าสุดเป็นตัวเทียบแล้ว
- ได้ภาพหน้าจอ audience insight ของ influencer ที่ไม่เก่ากว่า 30 วัน
- อ่านคอมเมนต์ 20 โพสต์ล่าสุดแล้ว และพบคอมเมนต์ที่มีเจตนาซื้อในโพสต์ที่พัก
- ค้นชื่อ influencer คู่กับชื่อจังหวัดใน TikTok และ Google แล้วเจอคอนเทนต์เก่า
- ตกลงจำนวนชิ้นงาน แพลตฟอร์ม รูปแบบ และวันโพสต์เป็นลายลักษณ์อักษร
- brief ระบุให้พูดและเขียนชื่อโรงแรมพร้อมจังหวัดและจุดขายที่คนใช้ค้นหา
- มี promo code หรือลิงก์ UTM เฉพาะคน และทดสอบว่าใช้งานได้จริงบนหน้าจอง
- ทีม reservation และแอดมิน LINE OA รู้เรื่องโค้ดและเงื่อนไขก่อนวันโพสต์
- ตกลงสิทธิ์ให้โรงแรมนำคอนเทนต์ไปใช้ต่อในเว็บ โฆษณา และ Google Business Profile
- กำหนดวันส่ง insight หลังโพสต์ 7 วัน และผูกกับการจ่ายเงินงวดสุดท้าย
- เตรียมห้องพักและบริการในวันที่ influencer มาพักให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับแขกทั่วไป
ข้อผิดพลาดที่โรงแรมไทยทำบ่อยตอนเลือก influencer
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือเลือกจากคนที่ทักมาเสนอตัวเอง แทนที่จะออกไปหาคนที่ตรงกับแขกจริง เพราะคนที่ทักมาขอห้องฟรีบ่อยที่สุดมักเป็นคนที่ที่พักอื่นเริ่มไม่ตอบแล้ว
- ตัดสินจากยอดผู้ติดตามและค่าตัว โดยไม่ขอดูข้อมูลผู้ติดตามและคอมเมนต์ ทำให้จ่ายแพงเพื่อคนดูที่ไม่ใช่แขก
- ไม่มีทางวัดผลตั้งแต่แรก แล้วมาถกกันหลังจบแคมเปญว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม ซึ่งตอบไม่ได้เพราะไม่มีตัวเลข
- brief ไม่ระบุชื่อโรงแรม จนคลิปได้ยอดดู 1 ล้าน แต่คนดูจำได้แค่ว่าเป็นที่พักติดทะเลสักที่ในหัวหิน แล้วไปจองโรงแรมข้างๆ ที่ค้นเจอง่ายกว่า
- ให้ influencer มาพักวันที่โรงแรมเต็มและทีมงานยุ่ง จนประสบการณ์ที่ได้ไม่ดี และคอนเทนต์ออกมาแบบขอไปที
- ไม่นำคอนเทนต์มาใช้ต่อ ทั้งที่จ่ายเงินไปแล้ว คลิปที่ดีควรถูกนำไปใส่ในหน้าเว็บ ใช้ยิงโฆษณา และตอบแขกใน LINE OA ต่อได้อีกหลายเดือน
- ทำครั้งเดียวแล้วสรุปว่าไม่ได้ผล ทั้งที่ยอดจองช้ายังไม่ทันเข้ามา และไม่ได้ดูยอดค้นหาชื่อโรงแรมที่เพิ่มขึ้น
หลังจบแคมเปญ ต้องตามดูอะไรต่ออีก 90 วัน
หลังโพสต์ ให้ตามดู 4 ตัวเลขทุกสัปดาห์เป็นเวลา 90 วัน คือจำนวนครั้งที่โค้ดหรือลิงก์ถูกใช้ ยอดค้นหาชื่อโรงแรมใน Google Search Console จำนวนการเอ่ยถึงโรงแรมบนโซเชียลและกระทู้ที่เพิ่มขึ้น และรีวิวใหม่บน OTA ที่พูดถึงคลิป
ตัวเลข 2 ตัวหลังสำคัญกว่าที่คิด เพราะเป็นสัญญาณของยอดจองช้าที่กำลังจะมา เมื่อมีคนเอ่ยชื่อโรงแรมบน TikTok, Pantip หรือ Facebook มากขึ้น Google และ AI ก็มีข้อมูลมากขึ้นที่จะแนะนำโรงแรมคุณเมื่อมีคนถามหาที่พักในพื้นที่ ลองทดสอบเองด้วยการถาม ChatGPT หรือ Gemini ว่าโรงแรมในจังหวัดคุณที่เหมาะกับกลุ่มแขกหลักมีที่ไหนบ้าง ทั้งก่อนแคมเปญและหลังแคมเปญ 60 วัน แล้วดูว่าชื่อโรงแรมคุณโผล่มาหรือไม่ ถ้าคอนเทนต์ของ influencer เอ่ยชื่อโรงแรมชัดและอยู่ในแพลตฟอร์มที่ค้นเจอได้ โอกาสที่ชื่อจะโผล่จะสูงขึ้นตามเวลา
สุดท้าย อย่าลืมว่าคอนเทนต์จาก influencer จะพาคนมาถึงหน้าเว็บโรงแรมของคุณ และถ้าเว็บโหลดช้า ไม่มีปุ่มจองที่ชัด หรือ Google ยังอ่านข้อมูลโรงแรมได้ไม่ครบ แขกที่อุตส่าห์ตามมาก็จะหลุดไปจองที่อื่น ก่อนเริ่มแคมเปญครั้งหน้า ลองสแกนเว็บโรงแรมฟรีที่หน้าแรกเพื่อดูว่าคะแนน SEO และความพร้อมที่จะถูก AI หยิบไปแนะนำอยู่ตรงไหน จะได้แก้ก่อนที่คนดูจะกดเข้ามา
FAQ
โรงแรมขนาดเล็กควรเลือก influencer ที่มีผู้ติดตามเท่าไหร่?
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โรงแรมขนาด 30 ถึง 150 ห้องมักได้ผลดีจาก micro influencer ที่มีผู้ติดตาม 10,000 ถึง 100,000 คน จำนวน 3 ถึง 5 คนที่ผู้ติดตามตรงกับกลุ่มแขกจริง มากกว่าการทุ่มงบให้ macro เพียง 1 คน
จะรู้ได้ยังไงว่าผู้ติดตามของ influencer เป็นคนจริงและตรงกลุ่ม?
ขอภาพหน้าจอ audience insight จากแอปโดยตรงเพื่อดูจังหวัดและช่วงอายุ อ่านคอมเมนต์ 20 โพสต์ล่าสุดว่ามีคนถามราคาและวันว่างจริงไหม และดูว่าบัญชีที่คอมเมนต์มีรูปโปรไฟล์และโพสต์ของตัวเองหรือเปล่า
ควรจ่าย influencer ด้วยห้องฟรี ค่าตัว หรือคอมมิชชั่น?
nano และ micro ระดับต้นมักรับห้องพักแลกคอนเทนต์ได้ ส่วนรูปแบบที่คุ้มสำหรับโรงแรมส่วนใหญ่คือค่าตัวพื้นฐานไม่สูงบวกคอมมิชชั่น 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์จากยอดจองตรงที่ใช้ promo code ของ influencer คนนั้น เพราะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายอยากได้ยอดจองเหมือนกัน
วัดผลแคมเปญ influencer ของโรงแรมยังไงถ้าแขกไปจองผ่าน OTA?
ใช้ promo code และลิงก์ UTM เฉพาะคนสำหรับการจองตรง ควบคู่กับการดูยอดค้นหาชื่อโรงแรมใน Google Search Console จำนวนคนทักถามใน LINE OA และรีวิวใหม่บน OTA ที่เอ่ยถึงคลิป เพราะยอดจองส่วนใหญ่มาช้าภายใน 1 ถึง 3 เดือนหลังโพสต์
Want to know your hotel website score?
Free SEO, AEO, GEO and keyword scan in 30 seconds, no sign-up
Scan your hotel site free