ถ้าคุณดูแลโรงแรม 3 ถึง 10 แห่งในเครือ ช่วงสิ้นเดือนจะเจอปัญหาเดิมทุกครั้ง แต่ละสาขาส่งรายงานมาไม่เหมือนกัน บางที่ส่ง Excel บางที่ส่งรูปถ่ายหน้าจอ PMS บางที่ส่งสไลด์ 20 หน้า พอเปิดประชุม ผู้จัดการแต่ละคนก็เลือกตัวเลขที่ทำให้สาขาตัวเองดูดีมาพูด แล้วผู้บริหารก็ต้องตัดสินใจจากข้อมูลที่เทียบกันไม่ได้

ผมทำการตลาดโรงแรมในไทยมา 15 ปี ผ่านทั้งโรงแรมเดี่ยวและเครือที่มีสาขาทั้งทะเล ภูเขา และในเมือง บทความนี้สรุปว่าหน้าเดียวที่ผู้บริหารควรเปิดดูทุกสัปดาห์ต้องมีตัวเลขอะไร และที่สำคัญกว่านั้นคือ จะเทียบสาขาที่ต่างขนาด ต่างทำเล ต่างฤดูกาลกันอย่างไรไม่ให้ใครเสียเปรียบ

ทำไมรายงานสาขาแบบเดิมทำให้ผู้บริหารตัดสินใจผิด?

รายงานแบบเดิมพลาดเพราะเอาตัวเลขดิบของแต่ละสาขามาวางข้างกันตรงๆ ทั้งที่แต่ละสาขาเล่นอยู่คนละตลาด คนละฤดูกาล และคนละกลุ่มลูกค้า ตัวเลขที่ดูสูงเลยอาจแปลว่าตลาดดี ไม่ได้แปลว่าทีมเก่ง

ตัวอย่างที่ผมเจอบ่อยที่สุด เครือหนึ่งมีสาขากรุงเทพ 120 ห้อง กับสาขาเชียงใหม่ 45 ห้อง เดือนกรกฎาคมสาขากรุงเทพได้ Occupancy 82% ส่วนเชียงใหม่ได้ 61% ในที่ประชุมทุกคนชมกรุงเทพ แล้วถามเชียงใหม่ว่าทำไมห้องว่างเยอะ แต่พอไปดูคู่แข่งรอบๆ จริงๆ โรงแรมแถวนิมมานได้เฉลี่ยแค่ 52% ในเดือนนั้น ส่วนย่านสุขุมวิทได้เฉลี่ย 88% แปลว่าเชียงใหม่ทำได้ดีกว่าตลาด ส่วนกรุงเทพทำได้แย่กว่าตลาด แต่รายงานแบบเดิมบอกกลับด้าน

ผลที่ตามมาคือผู้บริหารตัดงบการตลาดของสาขาที่จริงๆ ทำดี แล้วไปเพิ่มงบให้สาขาที่ทำได้ดีเพราะตลาดดีเอง ปัญหาแบบนี้ไม่ได้มาจากผู้บริหารไม่เก่ง มาจากหน้ารายงานที่ออกแบบมาไม่ถูกตั้งแต่ต้น

ปัญหารองที่เจอบ่อยคือ

  • แต่ละสาขานิยามตัวเลขไม่เหมือนกัน เช่น บางที่นับห้อง complimentary ใน Occupancy บางที่ไม่นับ
  • รายงานมีแค่ตัวเลขรายได้ ไม่มีตัวเลขออนไลน์ ทั้งที่รีวิวกับการมองเห็นบน Google เป็นตัวบอกล่วงหน้าว่ายอดจองเดือนหน้าจะเป็นอย่างไร
  • ดูแค่เดือนนี้ ไม่เทียบกับปีก่อนในช่วงเดียวกัน เลยแยกไม่ออกว่าเป็นเรื่องฤดูกาลหรือเรื่องผลงาน
  • ตัวเลขมาช้า กว่าจะรวมเสร็จก็กลางเดือนถัดไป แก้อะไรไม่ทันแล้ว

ผู้บริหารเครือโรงแรมควรดูตัวเลขอะไรบ้างในหน้าเดียว?

คำตอบสั้นๆ คือ 12 ตัวเลข แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ รายได้ ช่องทางขาย ชื่อเสียงออนไลน์ และการมองเห็นออนไลน์ แต่ละตัวต้องแสดงคู่กับค่าเทียบ (คู่แข่ง ปีก่อน หรือเป้า) เสมอ ห้ามแสดงตัวเลขเดี่ยวๆ

ที่ต้องจำกัดไว้ 12 ตัวเพราะผู้บริหารมีเวลาดูหน้านี้จริงๆ ไม่เกิน 5 นาที ถ้าใส่ 40 ตัว สุดท้ายจะไม่มีใครดูสักตัว ตัวเลขอื่นเก็บไว้ในหน้ารายละเอียดของแต่ละสาขาเพื่อกดดูต่อเมื่อเห็นสัญญาณผิดปกติ

กลุ่มที่ 1 รายได้ (3 ตัว)

  • RevPAR รายได้ห้องพักต่อห้องที่มีขาย เป็นตัวหลักที่รวม Occupancy กับ ADR ไว้ในตัวเดียว
  • RevPAR Index RevPAR ของเรา หารด้วย RevPAR เฉลี่ยของคู่แข่งกลุ่มเดียวกัน คูณ 100 ถ้าได้เกิน 100 แปลว่าเราได้ส่วนแบ่งมากกว่าที่ควรได้ นี่คือตัวที่ใช้เทียบสาขากันได้ตรงที่สุด
  • TRevPAR รายได้รวมทุกแผนกต่อห้อง รวมห้องอาหาร สปา ห้องประชุม สำคัญมากกับสาขาที่มีงานจัดเลี้ยงหรืองานแต่ง

กลุ่มที่ 2 ช่องทางขาย (3 ตัว)

  • สัดส่วนจองตรง เปอร์เซ็นต์ room nights ที่มาจากเว็บโรงแรม โทรศัพท์ LINE และ walk in เทียบกับ OTA
  • ต้นทุนการได้มาของการจองต่อ room night รวมค่าคอมมิชชั่น OTA ค่าโฆษณา และค่า booking engine หารด้วยจำนวน room nights ทั้งหมด
  • Pickup 30 วันข้างหน้า จำนวน room nights ที่จองเข้ามาแล้วสำหรับ 30 วันถัดไป เทียบกับ ณ วันเดียวกันของปีก่อน ตัวนี้บอกอนาคต ไม่ใช่อดีต

กลุ่มที่ 3 ชื่อเสียงออนไลน์ (3 ตัว)

  • คะแนนรีวิวเฉลี่ย 90 วันล่าสุด รวมจาก Google Business Profile และ OTA หลักที่สาขาขายอยู่ ใช้ 90 วันแทนคะแนนสะสมทั้งหมด เพราะคะแนนสะสมเปลี่ยนช้าจนไม่เห็นปัญหา
  • อัตราการตอบรีวิวภายใน 48 ชั่วโมง วัดวินัยของทีม ไม่ใช่วัดความพอใจแขก
  • จำนวนเรื่องร้องเรียนซ้ำ หัวข้อที่ถูกบ่นมากกว่า 3 ครั้งใน 30 วัน เช่น แอร์ดัง ห้องน้ำมีกลิ่น พนักงานเช็กอินช้า

กลุ่มที่ 4 การมองเห็นออนไลน์ (3 ตัว)

  • คะแนนเว็บไซต์ด้าน SEO AEO และ GEO ของเว็บสาขาหรือหน้าสาขาในเว็บเครือ
  • อันดับบน Google สำหรับคำค้นหลักของสาขา เช่น โรงแรมหัวหินติดทะเล โรงแรมใกล้ BTS อโศก
  • AI เอ่ยชื่อสาขาไหม เมื่อถามคำถามแบบที่แขกถามจริง เช่น แนะนำโรงแรมเชียงใหม่สำหรับครอบครัว เปอร์เซ็นต์ของคำถามที่มีชื่อสาขาเราอยู่ในคำตอบ

สองกลุ่มหลังคือส่วนที่เครือส่วนใหญ่ยังไม่มีในรายงาน แต่จากประสบการณ์ผม คะแนนรีวิวที่ตกลง 0.3 หรืออันดับบน Google ที่หลุดจากหน้าแรก มักจะส่งผลกับยอดจองให้เห็นในอีก 4 ถึง 8 สัปดาห์ต่อมา ถ้าผู้บริหารเห็นตั้งแต่ตอนนี้ ก็ยังมีเวลาแก้

ตารางสรุป 12 ตัวเลขและค่าที่ควรเทียบ

ทุกตัวเลขในหน้าเดียวต้องมีคู่เทียบที่ชัดเจน และต้องนิยามเหมือนกันทุกสาขา ตารางนี้ใช้เป็นมาตรฐานกลางให้ทุกสาขาส่งข้อมูลแบบเดียวกันได้เลย

กลุ่มตัวเลขเทียบกับอะไรความถี่ที่ควรดูสัญญาณเตือน
รายได้RevPARปีก่อนช่วงเดียวกันรายสัปดาห์ต่ำกว่าปีก่อนเกิน 10%
รายได้RevPAR Indexคู่แข่ง 4 ถึง 6 แห่งในย่านรายสัปดาห์ต่ำกว่า 95 ติดกัน 3 สัปดาห์
รายได้TRevPARปีก่อนและเป้ารายเดือนห้องพักโตแต่ TRevPAR ไม่โต
ช่องทางสัดส่วนจองตรงปีก่อนและเป้าของเครือรายเดือนลดลงเกิน 3 จุดเปอร์เซ็นต์
ช่องทางต้นทุนต่อ room nightค่าเฉลี่ยของเครือรายเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยเครือเกิน 20%
ช่องทางPickup 30 วันณ วันเดียวกันปีก่อนรายสัปดาห์ต่ำกว่าปีก่อนเกิน 15%
ชื่อเสียงคะแนนรีวิว 90 วันคู่แข่งในย่านเดียวกันรายสัปดาห์ต่ำกว่าคู่แข่งเฉลี่ย
ชื่อเสียงตอบรีวิวภายใน 48 ชม.เป้า 90%รายสัปดาห์ต่ำกว่า 70%
ชื่อเสียงเรื่องร้องเรียนซ้ำเดือนก่อนรายสัปดาห์หัวข้อเดิมซ้ำ 2 เดือนติด
มองเห็นคะแนนเว็บ SEO AEO GEOคะแนนเดือนก่อนรายเดือนลดลงเกิน 10 คะแนน
มองเห็นอันดับคำค้นหลักคู่แข่งในย่านรายสัปดาห์หลุดจาก 10 อันดับแรก
มองเห็นAI เอ่ยชื่อคู่แข่งในย่านรายเดือนคู่แข่งถูกเอ่ยแต่เราไม่ถูกเอ่ย

สังเกตว่าคอลัมน์ เทียบกับอะไร ไม่มีช่องไหนเขียนว่า เทียบกับสาขาอื่น เลย นี่คือหัวใจของการเทียบอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

ทำไมเทียบ Occupancy ตรงๆ ระหว่างสาขาถึงไม่ยุติธรรม?

เพราะ Occupancy ของแต่ละสาขาถูกกำหนดโดยตลาดรอบตัวมากกว่าฝีมือทีม สาขาในเมืองธุรกิจมีดีมานด์วันธรรมดาสูงทั้งปี สาขาริมทะเลขึ้นลงตามฤดูกาลและวันหยุดยาว เอามาเทียบกันตรงๆ ก็เหมือนให้นักวิ่งคนหนึ่งวิ่งทางราบ อีกคนวิ่งขึ้นเขา แล้วดูแค่เวลา

ปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขดิบเทียบกันไม่ได้มีอย่างน้อย 5 ข้อ

  1. ขนาดโรงแรม โรงแรม 120 ห้องขายห้องสุดท้ายยากกว่าโรงแรม 30 ห้อง แต่ขายกรุ๊ปได้ง่ายกว่า
  2. ทำเลและตลาด ย่านสุขุมวิท นิมมาน และเขาตะเกียบ มีดีมานด์คนละรูปแบบ
  3. ฤดูกาล เดือนกันยายนเป็นช่วงดีของบางตลาด แต่เป็นช่วงแย่ที่สุดของฝั่งอันดามัน
  4. Segment mix สาขาที่มีกรุ๊ปทัวร์หรือสัญญาบริษัทเยอะจะได้ Occupancy สูงแต่ ADR ต่ำ
  5. อายุโรงแรมและสภาพห้อง สาขาที่เพิ่งรีโนเวทย่อมได้เปรียบเรื่องรีวิวและราคา

ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ สาขาไหนได้ตัวเลขสูงสุด แต่คือ สาขาไหนทำได้ดีกว่าที่ตลาดของตัวเองเปิดโอกาสให้มากที่สุด

5 หลักการเทียบสาขาอย่างเป็นธรรม

หลักการสั้นๆ คือ ให้แต่ละสาขาแข่งกับตลาดของตัวเองและกับตัวเองเมื่อปีก่อน แล้วค่อยเอาผลต่างนั้นมาเทียบกันข้ามสาขา ไม่ใช่เอาตัวเลขดิบมาเทียบ ทำได้ด้วย 5 หลักการนี้

หลักที่ 1 เทียบกับคู่แข่งของตัวเอง ด้วย Index

ให้แต่ละสาขาเลือกคู่แข่ง 4 ถึง 6 แห่งที่แขกเปรียบเทียบกับเราจริงๆ คือราคาใกล้กัน ทำเลใกล้กัน กลุ่มลูกค้าเดียวกัน แล้วคำนวณ Occupancy Index, ADR Index และ RevPAR Index เทียบกับกลุ่มนี้ ข้อมูลคู่แข่งหาได้จากการเก็บราคาบน OTA ทุกสัปดาห์ร่วมกับการประมาณ Occupancy จากห้องที่ยังเปิดขาย หรือจากข้อมูลตลาดที่สมาคมโรงแรมในพื้นที่เผยแพร่

กฎสำคัญคือ ผู้บริหารต้องเป็นคนอนุมัติรายชื่อคู่แข่งของแต่ละสาขา ไม่ใช่ให้ผู้จัดการเลือกเอง เพราะถ้าให้เลือกเอง บางคนจะเลือกคู่แข่งที่อ่อนกว่าเพื่อให้ Index ออกมาสวย ทบทวนรายชื่อปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีโรงแรมใหม่เปิดในย่าน

หลักที่ 2 เทียบกับตัวเองปีก่อน ในวันเดียวกันของสัปดาห์

การเทียบกับปีก่อนช่วยตัดเรื่องฤดูกาลออก แต่ต้องเทียบให้ถูก เช่น สัปดาห์ที่ 38 ของปีนี้ ควรเทียบกับสัปดาห์ที่ 38 ของปีก่อน ไม่ใช่วันที่ 23 กันยายนกับวันที่ 23 กันยายน เพราะวันในสัปดาห์ไม่ตรงกัน และต้องทำหมายเหตุวันหยุดยาวที่เลื่อนไปมา เช่น สงกรานต์ที่ตรงกับวันธรรมดาหรือวันหยุดยาว ช่วงออกพรรษา หรือเทศกาลที่ย้ายเดือน

หลักที่ 3 ใช้ตัวเลขต่อห้อง ไม่ใช้ยอดรวม

ยอดขายรวมของสาขา 120 ห้องย่อมสูงกว่าสาขา 45 ห้องเสมอ ตัวเลขที่ใช้เทียบต้องเป็นต่อห้องหรือต่อ room night เท่านั้น เช่น RevPAR, TRevPAR, ต้นทุนการตลาดต่อ room night และจำนวนรีวิวใหม่ต่อ 100 room nights ที่ขายได้

หลักที่ 4 แยกสิ่งที่ทีมสาขาควบคุมได้ออกจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

ในหน้าเดียวควรแบ่งให้เห็นชัดว่าตัวไหนเป็นผลงานของทีมจริงๆ เช่น อัตราการตอบรีวิว ความเร็วในการตอบข้อความ สัดส่วนจองตรง Pickup และคะแนนเว็บไซต์ กับตัวไหนได้รับผลจากปัจจัยภายนอก เช่น น้ำท่วม ถนนปิด งานคอนเสิร์ตใหญ่ในเมือง เวลาประเมินผลงานผู้จัดการ ให้น้ำหนักกับกลุ่มแรกมากกว่า

หลักที่ 5 เทียบการเปลี่ยนแปลง ไม่เทียบระดับ

สาขาที่คะแนนรีวิวจาก 8.1 ขึ้นมาเป็น 8.6 ในไตรมาสเดียว ทำงานหนักกว่าสาขาที่อยู่ที่ 9.0 มาตลอด ถ้าจัดอันดับจากระดับอย่างเดียว สาขาแรกจะไม่มีวันชนะ และทีมจะหมดกำลังใจ ให้จัดอันดับจากทั้ง 2 มุม คือ ระดับเทียบตลาด และการเปลี่ยนแปลงเทียบตัวเอง

ตัวอย่างจริง: เครือ 3 สาขา ตัวเลขดิบกับตัวเลขที่ปรับแล้วบอกคนละเรื่อง

ตัวเลขดิบกับตัวเลขที่เทียบกับตลาดแล้วอาจให้อันดับสาขาที่กลับกันได้ทั้งหมด ลองดูเครือโรงแรมขนาดกลางที่มี 3 สาขา ได้แก่ สาขากรุงเทพ 120 ห้องย่านสุขุมวิท สาขาหัวหิน 60 ห้องริมทะเล และสาขาเชียงใหม่ 45 ห้องย่านนิมมาน ตัวเลขเดือนกรกฎาคม

ตัวเลขกรุงเทพ 120 ห้องหัวหิน 60 ห้องเชียงใหม่ 45 ห้อง
Occupancy ของเรา82%68%61%
ADR ของเรา1,900 บาท2,600 บาท1,800 บาท
RevPAR ของเรา1,558 บาท1,768 บาท1,098 บาท
Occupancy คู่แข่งเฉลี่ย88%64%52%
ADR คู่แข่งเฉลี่ย2,000 บาท2,500 บาท1,700 บาท
RevPAR คู่แข่งเฉลี่ย1,760 บาท1,600 บาท884 บาท
RevPAR Index89111124
RevPAR เทียบปีก่อน+2%+9%+14%
คะแนนรีวิว 90 วัน8.4 (คู่แข่ง 8.7)8.9 (คู่แข่ง 8.6)9.1 (คู่แข่ง 8.8)
สัดส่วนจองตรง14%27%31%

ถ้าดูแค่ 3 แถวบน ผู้บริหารจะสรุปว่ากรุงเทพเก่งสุดเพราะห้องเต็มสุด และเชียงใหม่แย่สุดเพราะ RevPAR ต่ำสุด แต่พอดู RevPAR Index ภาพกลับหัว เชียงใหม่ได้ส่วนแบ่งตลาดมากกว่าที่ควรได้ถึง 24% ส่วนกรุงเทพได้น้อยกว่าที่ควรได้ 11% ทั้งที่อยู่ในตลาดที่ดีที่สุดของเครือ

พอขุดต่อก็เจอสาเหตุ สาขากรุงเทพพึ่งกรุ๊ปทัวร์ราคาสัญญาเกือบ 40% ของห้อง คะแนนรีวิวต่ำกว่าคู่แข่ง 0.3 จากเรื่องห้องน้ำเก่าและ Wi-Fi หลุดที่ถูกบ่นซ้ำ และหน้าสาขาบนเว็บไม่ติดหน้าแรกของคำค้น โรงแรมใกล้ BTS อโศก เลย สิ่งที่ต้องทำจึงไม่ใช่การอัดโฆษณาเพิ่ม แต่คือแก้ปัญหาที่แขกบ่น ปรับ segment mix และปรับหน้าเว็บของสาขา

ส่วนเชียงใหม่ ทีมเล็ก 4 คนแต่ตอบรีวิวทุกอันภายในวันเดียว ทำคอนเทนต์ร่วมกับร้านกาแฟในย่าน และหน้าเว็บของสาขาถูก AI หยิบไปตอบเมื่อถามหาโรงแรมนิมมานสำหรับคนทำงานออนไลน์ บทเรียนจากเชียงใหม่ควรถูกเอาไปใช้ที่สาขาอื่น แทนที่จะถูกตำหนิเรื่อง Occupancy ต่ำ

หน้า dashboard เดียวของเครือควรจัดวางอย่างไร?

ให้จัดเป็นตารางที่แถวคือสาขา คอลัมน์คือ 12 ตัวเลข และทุกช่องมีสีบอกสถานะเทียบกับค่าอ้างอิงของสาขานั้นเอง ผู้บริหารควรมองแวบเดียวแล้วรู้ว่าสาขาไหนต้องถามต่อ โดยไม่ต้องอ่านตัวเลขทุกช่อง

โครงสร้างที่ผมใช้แล้วได้ผลกับหลายเครือ

  • แถวบนสุด ภาพรวมเครือ 4 ตัว RevPAR รวม RevPAR Index ถ่วงน้ำหนักตามจำนวนห้อง สัดส่วนจองตรงรวม และคะแนนรีวิวเฉลี่ย พร้อมลูกศรขึ้นลงเทียบปีก่อน
  • ตารางหลัก สาขาละ 1 แถว เรียงตาม RevPAR Index จากน้อยไปมาก สาขาที่ต้องดูแลจะขึ้นบนสุดเสมอ
  • สี 3 ระดับ เขียวคือดีกว่าค่าอ้างอิง เหลืองคือใกล้เคียงในช่วงบวกลบ 5% แดงคือแย่กว่า ใช้เกณฑ์เดียวกันทุกสาขา
  • คอลัมน์สุดท้าย 1 บรรทัด ผู้จัดการสาขาเขียนเองว่าสัปดาห์นี้เกิดอะไรขึ้น และจะทำอะไรต่อ ไม่เกิน 20 คำ
  • กดที่ชื่อสาขาแล้วลงไปหน้ารายละเอียด เช่น รีวิวที่ถูกบ่นซ้ำ อันดับคำค้นทั้งหมด ราคาคู่แข่งรายวัน และผลการสแกนเว็บ

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ ข้อมูลต้องอัปเดตเองอัตโนมัติ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ถ้ายังต้องรอให้แต่ละสาขากรอก Excel ส่งมา หน้านี้จะช้าและถูกแต่งตัวเลขเสมอ ตัวเลขฝั่งออนไลน์อย่างรีวิว อันดับ Google การถูก AI เอ่ยชื่อ และราคาคู่แข่ง ดึงได้อัตโนมัติทั้งหมด ส่วนตัวเลขรายได้ดึงจาก PMS หรือ channel manager

ประชุมรีวิวสาขาด้วยหน้านี้ควรทำอย่างไร?

ใช้หน้าเดียวนี้เป็นวาระหลักของประชุม และคุยเฉพาะช่องสีแดง ประชุมรายสัปดาห์ไม่ควรเกิน 30 นาทีสำหรับเครือ 5 สาขา ส่วนประชุมรายเดือนใช้ 60 นาที เพื่อคุยเรื่องแนวโน้มและแบ่งงบ

ลำดับที่แนะนำสำหรับประชุมรายสัปดาห์

  1. 5 นาทีแรก ผู้บริหารดูแถวภาพรวมเครือ และบอกว่าสัปดาห์นี้โฟกัสอะไร
  2. 20 นาที ไล่เฉพาะสาขาที่มีช่องแดง สาขาละไม่เกิน 5 นาที ผู้จัดการตอบ 3 คำถาม คือ เกิดอะไรขึ้น สาเหตุคืออะไร และจะทำอะไรภายใน 7 วัน
  3. 5 นาทีสุดท้าย สาขาที่มีช่องเขียวเด่นที่สุดเล่าสั้นๆ ว่าทำอะไร เพื่อให้สาขาอื่นเอาไปใช้

ข้อ 3 สำคัญกว่าที่หลายคนคิด โรงแรมขนาด 40 ห้องในเขาใหญ่ที่ผมเคยช่วยดูแล ยกระดับอัตราการตอบรีวิวจาก 35% เป็น 95% ภายใน 6 สัปดาห์ หลังจากผู้จัดการได้ฟังสาขาภูเก็ตเล่าวิธีแบ่งเวรตอบรีวิวในประชุมรายสัปดาห์ ไม่ต้องจ้างใครเพิ่มเลย การเทียบสาขาอย่างเป็นธรรมจึงไม่ได้มีไว้หาคนผิด แต่มีไว้ให้ความรู้ไหลจากสาขาที่ทำได้ไปสาขาที่ยังทำไม่ได้

ส่วนประชุมรายเดือน ให้เพิ่มการดูแนวโน้ม 3 เดือนย้อนหลังของ RevPAR Index และคะแนนรีวิว แล้วตัดสินเรื่องงบ หลักที่ผมใช้คือ งบการตลาดเพิ่มเติมควรไปที่สาขาที่ Index กำลังขึ้นและยังมีช่องให้โต ไม่ใช่สาขาที่ Index ต่ำเพราะปัญหาสินค้า เพราะถ้าห้องน้ำเก่าและแขกบ่นอยู่ อัดโฆษณาเพิ่มก็แค่พาแขกมาเจอปัญหาเดิมมากขึ้น

ข้อผิดพลาดที่เครือโรงแรมทำบ่อยเวลาเทียบสาขา

ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่มาจากการตั้งเกณฑ์ไม่ชัดตั้งแต่ต้น แล้วปล่อยให้แต่ละสาขาตีความเอง ต่อไปนี้คือ 6 ข้อที่ผมเจอซ้ำแทบทุกเครือ

  • จัดอันดับสาขาด้วยยอดขายรวม สาขาใหญ่ชนะทุกเดือน สาขาเล็กเลิกพยายาม
  • ตั้งเป้าเดียวกันทุกสาขา เช่น ทุกสาขาต้องได้ Occupancy 75% ทั้งที่ตลาดบางสาขาเฉลี่ยทั้งปีแค่ 55%
  • ให้โบนัสจากตัวเลขที่ทีมควบคุมไม่ได้ ปีที่ตลาดดีทุกคนได้โบนัส ปีที่ตลาดแย่ทุกคนไม่ได้ ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหน
  • ไม่ดูตัวเลขออนไลน์ รู้ตัวว่ารีวิวตกก็ตอนที่ยอดจองหายไปแล้ว 2 เดือน
  • เปลี่ยนรายชื่อคู่แข่งบ่อย Index เทียบย้อนหลังไม่ได้ และเปิดช่องให้เลือกคู่แข่งที่ทำให้ตัวเองดูดี
  • ไม่มีนิยามกลาง สาขาหนึ่งนับ room nights ของพนักงานที่มาพักฟรี อีกสาขาไม่นับ ตัวเลขเพี้ยนตั้งแต่ต้นทาง
ตัวเลขที่ดีในหน้าเดียว ไม่ได้บอกว่าใครเก่งที่สุด แต่บอกว่าผู้บริหารควรเดินไปถามใครก่อน และควรถามเรื่องอะไร

Checklist ตั้งหน้าเดียวสำหรับเครือโรงแรมใน 30 วัน

ถ้าเริ่มวันนี้ เครือขนาด 3 ถึง 10 สาขาตั้งหน้าเดียวที่ใช้งานได้จริงภายใน 30 วัน โดยทำตามลำดับนี้

  • เขียนนิยามกลางของ 12 ตัวเลขเป็นเอกสาร 1 หน้า แล้วส่งให้ทุกสาขาเซ็นรับทราบ
  • ให้แต่ละสาขาเสนอคู่แข่ง 4 ถึง 6 แห่ง แล้วผู้บริหารเป็นคนอนุมัติขั้นสุดท้าย
  • เก็บตัวเลขปีก่อนรายสัปดาห์ย้อนหลังอย่างน้อย 52 สัปดาห์ของทุกสาขา
  • ทำปฏิทินวันหยุดยาว เทศกาล และงานใหญ่ในแต่ละจังหวัด เพื่อใส่หมายเหตุเวลาเทียบปีก่อน
  • ตั้งการดึงรีวิวจาก Google Business Profile และ OTA ทุกแห่งที่สาขาขายอยู่ให้เข้ามาที่เดียว
  • กำหนดคำค้นหลัก 5 ถึง 10 คำของแต่ละสาขา และเริ่มติดตามอันดับทุกสัปดาห์
  • กำหนดคำถาม 10 ข้อที่แขกน่าจะถาม AI เกี่ยวกับแต่ละจังหวัด และเช็กว่าสาขาเราถูกเอ่ยชื่อไหม
  • สแกนเว็บของทุกสาขาเพื่อเก็บคะแนน SEO AEO GEO เป็นค่าตั้งต้น
  • ตั้งเกณฑ์สีเขียว เหลือง แดง ให้เหมือนกันทุกสาขา
  • ทดลองใช้หน้านี้ในประชุม 4 สัปดาห์ติด แล้วตัดตัวเลขที่ไม่มีใครใช้ตัดสินใจออก
  • ผูกเกณฑ์ประเมินผลงานผู้จัดการกับ Index และตัวเลขที่ทีมควบคุมได้ ไม่ใช่ยอดดิบ

หลังจากใช้ไป 1 ไตรมาส ผู้บริหารส่วนใหญ่บอกผมตรงกันว่าประชุมสั้นลง เถียงกันเรื่องตัวเลขน้อยลง และคุยเรื่องจะทำอะไรต่อได้มากขึ้น ผลลัพธ์ด้านรายได้ของแต่ละเครือต่างกันไปตามตลาดและการลงมือของทีม แต่ความชัดเจนในการตัดสินใจเปลี่ยนไปตั้งแต่เดือนแรก

สรุป: เทียบสาขาให้เป็นธรรมคือให้แต่ละสาขาแข่งกับตลาดของตัวเอง

หน้าเดียวที่ดีสำหรับเครือโรงแรมมี 12 ตัวเลขใน 4 กลุ่ม คือ รายได้ ช่องทางขาย ชื่อเสียงออนไลน์ และการมองเห็นออนไลน์ ทุกตัวเลขต้องเทียบกับคู่แข่งในย่านเดียวกันหรือกับตัวเองเมื่อปีก่อน ไม่ใช่เทียบกับสาขาอื่นตรงๆ ใช้ RevPAR Index เป็นตัวเทียบหลักข้ามสาขา ใช้ตัวเลขต่อห้องแทนยอดรวม แยกสิ่งที่ทีมควบคุมได้ออกจากปัจจัยภายนอก และให้เครดิตกับการพัฒนาไม่น้อยกว่าระดับที่ทำได้

ถ้าอยากเริ่มจากฝั่งออนไลน์ก่อน ลองเอาเว็บของแต่ละสาขาไปสแกนคะแนน SEO AEO GEO ฟรีที่ หน้าแรก แล้วดูว่าสาขาไหนต้องเร่งแก้ก่อนเพื่อน

FAQ

ผู้บริหารเครือโรงแรมควรดูตัวเลขอะไรบ้างในหน้าเดียว?

ควรดู 12 ตัวเลขใน 4 กลุ่ม คือ รายได้ (RevPAR, RevPAR Index, TRevPAR) ช่องทางขาย (สัดส่วนจองตรง ต้นทุนต่อ room night, Pickup 30 วัน) ชื่อเสียงออนไลน์ (คะแนนรีวิว 90 วัน อัตราการตอบรีวิว เรื่องร้องเรียนซ้ำ) และการมองเห็นออนไลน์ (คะแนนเว็บ อันดับคำค้น การถูก AI เอ่ยชื่อ) ทุกตัวต้องแสดงคู่กับค่าเทียบเสมอ

ทำไมไม่ควรเทียบ Occupancy ระหว่างสาขาตรงๆ?

เพราะ Occupancy ขึ้นกับตลาด ฤดูกาล ขนาดโรงแรม และ segment mix ของแต่ละทำเลมากกว่าฝีมือทีม สาขาที่ห้องเต็มกว่าอาจทำได้แย่กว่าตลาดของตัวเอง ส่วนสาขาที่ห้องว่างกว่าอาจทำได้ดีกว่าตลาดก็ได้

RevPAR Index คืออะไร และใช้เทียบสาขาอย่างไร?

RevPAR Index คือ RevPAR ของเราหารด้วย RevPAR เฉลี่ยของคู่แข่งกลุ่มเดียวกันคูณ 100 ถ้าเกิน 100 แปลว่าได้ส่วนแบ่งมากกว่าที่ควรได้ เนื่องจากแต่ละสาขาเทียบกับตลาดของตัวเอง ตัวเลขนี้จึงเอามาเทียบข้ามสาขาได้อย่างเป็นธรรม

ใครควรเป็นคนเลือกคู่แข่งของแต่ละสาขา?

ให้ผู้จัดการสาขาเสนอคู่แข่ง 4 ถึง 6 แห่งที่แขกเปรียบเทียบจริง แต่ผู้บริหารต้องเป็นคนอนุมัติขั้นสุดท้าย และทบทวนปีละครั้ง เพื่อไม่ให้ใครเลือกคู่แข่งที่อ่อนกว่าเพื่อให้ตัวเลขดูดี

ทำไมต้องใส่ตัวเลขรีวิวและการมองเห็นบน Google กับ AI ในรายงานผู้บริหาร?

เพราะตัวเลขเหล่านี้เป็นสัญญาณล่วงหน้า คะแนนรีวิวที่ตกหรืออันดับที่หลุดหน้าแรกมักส่งผลกับยอดจองในอีกหลายสัปดาห์ต่อมา ถ้าเห็นเร็วก็ยังมีเวลาแก้ก่อนรายได้จะหาย

Want to know your hotel website score?

Free SEO, AEO, GEO and keyword scan in 30 seconds, no sign-up

Scan your hotel site free