หลายโรงแรมเจอเหตุการณ์เดียวกัน แขกพิมพ์ชื่อโรงแรมใน Google แล้วสิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่เว็บของโรงแรม แต่เป็นโฆษณาของ OTA ที่เขียนว่า "จองชื่อโรงแรมคุณ ราคาดีที่สุด" แขกคนนั้นตั้งใจจะมาหาคุณอยู่แล้ว แต่สุดท้ายไปกดจองผ่าน OTA แล้วคุณต้องจ่ายค่าคอม 15 ถึง 20% ให้กับแขกที่ค้นหาชื่อคุณเองตั้งแต่แรก

คำถามที่ผมโดน GM และเจ้าของโรงแรมถามบ่อยที่สุดคือ "เราต้องจ่ายเงินซื้อโฆษณาชื่อตัวเองด้วยเหรอ ในเมื่อเว็บเราก็ติดอันดับ 1 อยู่แล้ว" บทความนี้จะตอบคำถามนั้นด้วยตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก ตั้งแต่วิธีเช็กว่าใครแย่งคลิกชื่อแบรนด์คุณอยู่ วิธีคำนวณต้นทุนต่อการจองเทียบกับค่าคอม OTA วิธีตั้งแคมเปญ brand search ด้วยงบเริ่มต้นวันละ 200 บาท และวิธีทดสอบว่าโฆษณาช่วยเพิ่มยอดจองตรงจริง หรือแค่ซื้อคลิกที่คุณได้ฟรีอยู่แล้ว

ยิง Google Ads ชื่อโรงแรมตัวเองคุ้มไหม?

คุ้มเมื่อมี OTA หรือคู่แข่งยิงโฆษณาบนชื่อโรงแรมคุณอยู่ และต้นทุนต่อการจองจากโฆษณาต่ำกว่าค่าคอมที่คุณจ่าย OTA อย่างชัดเจน แต่ถ้าค้นชื่อโรงแรมแล้วไม่มีโฆษณาใครเลย และเว็บคุณอยู่อันดับ 1 พร้อมกล่อง Google Business Profile ด้านขวา การยิงโฆษณาชื่อตัวเองมักเป็นการจ่ายเงินซื้อคลิกที่ได้ฟรีอยู่แล้ว

เหตุผลที่ brand search ต่างจากโฆษณาประเภทอื่นคือ คนที่ค้นชื่อโรงแรมคุณเป็นแขกที่ตัดสินใจไปแล้วครึ่งทาง เขาไม่ได้กำลังเลือกระหว่างโรงแรม เขากำลังเลือกว่าจะจองช่องทางไหน ใครที่อยู่บนสุดและดูน่าเชื่อถือที่สุดในวินาทีนั้นคือคนที่ได้การจอง

ปัญหาคือหน้าจอมือถือมีพื้นที่จำกัด เมื่อมีโฆษณา 1 ถึง 2 ตัวอยู่ด้านบน เว็บคุณที่ติดอันดับ 1 แบบ organic อาจถูกดันลงไปจนต้องเลื่อนหาถึงจะเห็น แขกส่วนใหญ่ไม่เลื่อน เขากดอันแรกที่มีชื่อโรงแรมอยู่ในหัวข้อ

ทำไม OTA ถึงโผล่บนสุดเมื่อแขกค้นชื่อโรงแรมคุณ

เพราะ OTA ประมูล keyword ที่เป็นชื่อโรงแรมใน Google Ads ได้ตามปกติ นโยบายเครื่องหมายการค้าของ Google โดยทั่วไปไม่ได้ห้ามใช้ชื่อแบรนด์คนอื่นเป็น keyword และคำค้นชื่อโรงแรมมักมีการแข่งขันต่ำ OTA จึงได้คลิกที่มีโอกาสจองสูงในราคาถูก

สำหรับ OTA นี่คือธุรกิจที่คุ้มมาก เขาจ่ายค่าคลิกไม่กี่บาท แล้วได้ค่าคอมหลายร้อยบาทต่อการจองจากโรงแรมของคุณเอง บางครั้งไม่ใช่ OTA ตัวใหญ่ด้วย แต่เป็นเว็บ metasearch หรือเว็บเอเจนต์รายย่อยที่ใช้ชื่อโรงแรมคุณในข้อความโฆษณา

มีอีก 2 สาเหตุที่ทำให้ปัญหาแย่ลงโดยที่โรงแรมไม่รู้ตัว

  • โรงแรมไม่เคยค้นชื่อตัวเองบนมือถือ ผู้บริหารมักค้นบนคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศ ซึ่ง Google จำได้ว่าเคยเข้าเว็บโรงแรม ผลที่เห็นจึงต่างจากที่แขกเห็นจริง
  • ค้นแค่ชื่อเปล่า ไม่ได้ค้นคำต่อท้าย แขกจริงพิมพ์ "ชื่อโรงแรม ราคา" "ชื่อโรงแรม รีวิว" "ชื่อโรงแรม จอง" และคำต่อท้ายพวกนี้แหละที่ OTA ชอบประมูล

เช็กใน 15 นาทีว่าใครแย่งคลิกชื่อแบรนด์คุณอยู่

ให้ค้นชื่อโรงแรมบนมือถือในโหมดไม่ระบุตัวตน 5 แบบ 3 ช่วงเวลา แล้วจดว่าใครโผล่เหนือเว็บคุณ ถ้ามีโฆษณาของคนอื่นโผล่ตั้งแต่ 2 ใน 5 คำขึ้นไป แปลว่าคุณกำลังเสียคลิกชื่อแบรนด์อย่างแน่นอน

ขั้นที่ 1 ค้นด้วยมือถือ 5 คำ

  1. ชื่อโรงแรมภาษาไทย
  2. ชื่อโรงแรมภาษาอังกฤษ
  3. ชื่อโรงแรม + ราคา
  4. ชื่อโรงแรม + จอง
  5. ชื่อโรงแรม + จังหวัด หรือย่าน

ขั้นที่ 2 ค้นซ้ำ 3 ช่วงเวลา

เช้า บ่าย และ 2 ทุ่ม เพราะคู่แข่งหลายรายตั้งงบรายวัน งบหมดช่วงบ่ายโฆษณาก็หายไป ถ้าคุณค้นแค่ตอนเย็นอาจคิดว่าไม่มีใครยิง ทั้งที่ช่วงเช้ามีคนแย่งคลิกไปเต็ม ๆ ช่วงหัวค่ำเป็นช่วงที่คนไทยวางแผนเที่ยวกันเยอะ ให้ความสำคัญกับช่วงนี้มากที่สุด

ขั้นที่ 3 ดู Google Search Console

เปิดรายงาน Performance กรองคำค้นที่มีชื่อโรงแรม ดูคอลัมน์ CTR ถ้าเว็บคุณอยู่อันดับเฉลี่ย 1 แต่ CTR ของคำค้นชื่อแบรนด์ต่ำกว่า 30% ถึง 40% มักเป็นสัญญาณว่ามีอะไรอยู่เหนือคุณแย่งคลิกไป ซึ่งส่วนใหญ่คือโฆษณาหรือกล่องราคา

ขั้นที่ 4 ถ้ายิงโฆษณาอยู่แล้ว ดู Auction insights

ใน Google Ads มีรายงาน Auction insights ที่บอกว่ามีโดเมนไหนแข่งประมูลคำเดียวกับคุณบ้าง และโผล่เหนือคุณกี่เปอร์เซ็นต์ของครั้ง นี่คือข้อมูลที่แม่นที่สุดว่าใครกำลังแย่งชื่อคุณอยู่

ตัวอย่างจริง: โรงแรมขนาด 45 ห้องในเชียงใหม่ เจ้าของมั่นใจว่าไม่มีใครยิงชื่อโรงแรม เพราะค้นทีไรก็เจอเว็บตัวเองอันดับแรก พอให้พนักงานต้อนรับ 3 คนค้นจากมือถือตัวเองช่วงเช้า เจอโฆษณา OTA 2 เจ้าอยู่เหนือเว็บโรงแรมทั้ง 3 เครื่อง และใน Search Console คำค้นชื่อโรงแรมมี CTR แค่ 22% ทั้งที่อันดับเฉลี่ยคือ 1.1

คำนวณต้นทุนต่อการจองจากโฆษณา เทียบกับค่าคอม OTA อย่างไร?

สูตรง่ายที่สุดคือ ต้นทุนต่อการจอง = ค่าคลิกเฉลี่ย หารด้วย อัตราการจองต่อคลิก แล้วนำไปเทียบกับค่าคอม OTA ต่อการจอง ถ้าต้นทุนจากโฆษณาต่ำกว่าค่าคอมมาก การยิง brand search คุ้มในเชิงตัวเลข

ตัวอย่าง โรงแรมราคาเฉลี่ยคืนละ 2,000 บาท แขกพักเฉลี่ย 2 คืน ยอดต่อการจอง 4,000 บาท ค่าคอม OTA 18% เท่ากับ 720 บาทต่อการจอง ถ้าค่าคลิก brand search เฉลี่ย 6 บาท และคลิกจากโฆษณาชื่อแบรนด์จองจริง 5% ต้นทุนต่อการจองคือ 6 หาร 0.05 เท่ากับ 120 บาท ประหยัดได้ประมาณ 600 บาทต่อการจองเมื่อเทียบกับให้แขกคนเดิมไปจองผ่าน OTA

ตัวเลขค่าคลิกและอัตราการจองของแต่ละโรงแรมไม่เท่ากัน ขึ้นกับจังหวัด ฤดูกาล และจำนวนคนที่แข่งประมูล ให้ใช้ตัวเลขจริงของคุณหลังยิงไป 2 ถึง 4 สัปดาห์ ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างการเทียบ 3 สถานการณ์

สถานการณ์ค่าคลิกเฉลี่ยอัตราการจองต่อคลิกต้นทุนต่อการจองจากโฆษณาค่าคอม OTA ต่อการจอง (18% ของ 4,000 บาท)ข้อสรุป
OTA ยิงเบา ค่าคลิกต่ำ4 บาท6%ประมาณ 67 บาท720 บาทคุ้มชัดเจน
OTA ยิงหนัก ช่วงไฮซีซัน12 บาท4%300 บาท720 บาทยังคุ้ม แต่ต้องคุมงบรายวัน
หน้าจองช้า ราคาเว็บแพงกว่า OTA8 บาท1%800 บาท720 บาทไม่คุ้ม ต้องแก้เว็บและราคาก่อน

สังเกตแถวสุดท้าย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โฆษณา แต่อยู่ที่ปลายทาง ถ้าแขกกดโฆษณามาแล้วเจอราคาแพงกว่า OTA หรือ booking engine โหลดนาน เขาก็กลับไปจองที่ OTA อยู่ดี คุณจะเสียทั้งค่าคลิกและค่าคอม เพราะฉะนั้นก่อนยิงโฆษณาต้องเช็ก rate parity และความเร็วหน้าจองก่อนเสมอ

อีกเรื่องที่ต้องนับคือ การจองที่ไม่ได้เกิดบนเว็บ แขกบางคนกดโฆษณาเข้าเว็บ แล้วโทรหรือทัก LINE มาจอง ถ้าไม่นับส่วนนี้ ตัวเลขจะดูแย่กว่าความจริง ให้ฝ่ายต้อนรับถามแขกที่โทรมาจองสั้น ๆ ว่า "เจอเราจากช่องทางไหนคะ" แล้วจดไว้ในระบบ

ตั้งแคมเปญ brand search งบวันละ 200 บาทอย่างไร

ให้แยกแคมเปญชื่อแบรนด์ออกมาเป็นแคมเปญเดี่ยว ใช้ keyword แบบ exact และ phrase เท่านั้น ใส่ negative keyword กันคำที่ไม่ใช่แขก แล้วพาคลิกไปหน้าที่จองได้ทันที งบ 200 บาทต่อวันเพียงพอสำหรับโรงแรมขนาดเล็กถึงกลางส่วนใหญ่ เพราะจำนวนคนค้นชื่อแบรนด์มีจำกัด

โครงสร้างแคมเปญ

  • แคมเปญแยก ชื่อว่า Brand ห้ามรวมกับแคมเปญคำทั่วไปอย่าง "โรงแรม + จังหวัด" เพราะงบจะถูกดึงไปใช้กับคำที่แพงกว่า และตัวเลขต้นทุนต่อการจองจะปนกันจนอ่านไม่ออก
  • Keyword ชื่อโรงแรมภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ชื่อที่แขกพิมพ์ผิดบ่อย และชื่อ + คำต่อท้ายอย่าง ราคา จอง รีวิว โปรโมชั่น
  • Match type ใช้ exact และ phrase ปิด broad match เพราะ broad match อาจพาโฆษณาไปโผล่กับคำค้นชื่อโรงแรมอื่นที่คล้ายกัน
  • Negative keyword สมัครงาน รับสมัคร เงินเดือน ขายโรงแรม เซ้ง และชื่อโรงแรมอื่นที่ชื่อคล้ายคุณ
  • Location ถ้าแขกส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพและปริมณฑล ไม่ต้องจำกัดพื้นที่แคบ เพราะคนค้นชื่อแบรนด์มักอยู่ต่างจังหวัดจากโรงแรม ให้ตั้งเป็นประเทศไทย และเพิ่มประเทศต่างชาติที่เป็นตลาดหลักของคุณ
  • Bidding เริ่มด้วยการตั้งเป้า impression share ส่วนบนสุดของหน้า และกำหนดค่าคลิกสูงสุดไว้ เพื่อไม่ให้ระบบไล่ราคาเกินจำเป็นในวันที่ OTA ยิงหนัก

Conversion tracking ต้องตั้งก่อนยิงวันแรก

ถ้าไม่ได้ตั้ง conversion tracking คุณจะรู้แค่ว่าจ่ายไปเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าได้การจองกี่ห้อง ให้ตั้งให้นับการจองที่หน้า thank you ของ booking engine หรือนำเข้า conversion จาก GA4 ที่ตั้ง cross-domain tracking ไว้แล้ว และเก็บมูลค่าการจองด้วย ไม่ใช่แค่จำนวนครั้ง จะได้คิด ROAS ได้

หน้าปลายทาง

อย่าส่งคลิกไปหน้าแรกที่มีวิดีโอเต็มจอและต้องเลื่อนหาปุ่มจอง ให้ส่งไปหน้าที่มีช่องเลือกวันเข้าพักอยู่ด้านบน หรือส่งตรงเข้า booking engine พร้อมแสดงสิทธิ์จองตรง แขกที่ค้นชื่อแบรนด์ตัดสินใจแล้ว อย่าให้เขาต้องคลิกเพิ่มอีก 3 ครั้ง

เขียนโฆษณาอย่างไรให้แขกเลือกเว็บตรงแทน OTA?

ข้อความโฆษณาต้องบอก 3 อย่างให้ชัดภายในพาดหัว: นี่คือเว็บทางการของโรงแรม ราคาเว็บตรงดีที่สุดหรือได้สิทธิ์มากกว่า และมีสิ่งที่ OTA ให้ไม่ได้ ถ้าโฆษณาคุณเขียนเหมือน OTA แขกไม่มีเหตุผลที่จะเลือกคุณ

ตัวอย่างพาดหัว

  • ชื่อโรงแรม | เว็บไซต์ทางการ
  • จองตรงราคาดีที่สุด ไม่มีค่าธรรมเนียม
  • จองตรงฟรีอาหารเช้า + เช็กเอาต์ 14:00

ตัวอย่างคำบรรยาย

"จองตรงกับโรงแรมได้ราคาดีที่สุด พร้อมอาหารเช้าฟรีและอัปเกรดห้องตามว่าง ยกเลิกฟรีก่อนเข้าพัก 3 วัน ทักแชทคุยกับทีมโรงแรมได้ทันที"

Asset ที่ควรเปิดทุกตัว

  • Sitelink ห้องพัก โปรโมชั่น แพ็กเกจ วิธีเดินทาง ช่วยให้โฆษณาใหญ่ขึ้นและดันคู่แข่งลงไป
  • Callout จองตรงไม่มีค่าธรรมเนียม ยกเลิกฟรี จอดรถฟรี รับสัตว์เลี้ยง
  • Call asset สำหรับแขกที่อยากโทรถามก่อนจอง โดยเฉพาะแขกผู้ใหญ่และกรุ๊ป
  • Price asset แสดงราคาเริ่มต้นของแต่ละประเภทห้อง ต้องอัปเดตให้ตรงกับราคาจริงเสมอ

ข้อควรระวังคือ ห้ามเขียน "ราคาถูกที่สุด" ถ้าคุณไม่ได้คุมราคาให้ถูกกว่าทุกช่องทางจริง แขกที่เทียบราคาแล้วเจอว่า OTA ถูกกว่า จะเสียความเชื่อใจทั้งโฆษณาและโรงแรม ใช้คำว่า "ราคาดีที่สุดเมื่อจองตรง" ควบคู่กับสิทธิ์พิเศษที่จับต้องได้ปลอดภัยกว่า

ตัวอย่างจริง: โรงแรมขนาด 60 ห้องในหัวหิน เปลี่ยนพาดหัวโฆษณาจาก "โรงแรมริมทะเลหัวหิน ราคาพิเศษ" ซึ่งฟังดูเหมือน OTA ทั่วไป เป็น "เว็บทางการ | จองตรงฟรีอาหารเช้า" และเพิ่ม callout ยกเลิกฟรี หลังผ่านไป 4 สัปดาห์ อัตราคลิกของโฆษณาสูงขึ้นจนชัดเจน และฝ่ายต้อนรับสังเกตว่าแขกที่โทรมาถามเรื่องอาหารเช้าฟรีเพิ่มขึ้น

ควรหยุดยิงเมื่อไหร่ และทดสอบอย่างไรว่าโฆษณาเพิ่มยอดจองจริง?

ให้ทดสอบด้วยการปิดแคมเปญ brand ช่วงสั้นในช่วงที่ความเสี่ยงต่ำ แล้วดูว่ายอดจองตรงรวมลดลงไหม ถ้าปิดแล้วยอดจองตรงไม่เปลี่ยนและ OTA ไม่ได้ส่วนแบ่งเพิ่ม แปลว่าโฆษณาแค่ซื้อคลิกที่คุณได้ฟรีอยู่แล้ว แต่ถ้าปิดแล้วยอดจองตรงหาย และยอด OTA เพิ่ม แปลว่าโฆษณาทำงานจริง

นี่คือขั้นที่โรงแรมส่วนใหญ่ข้าม แล้วยิงโฆษณาไปเรื่อย ๆ ทั้งปีโดยไม่รู้ว่าคุ้มไหม เพราะในรายงาน Google Ads การจองจากคำค้นชื่อแบรนด์จะดูดีเสมอ แขกพวกนี้ตั้งใจจองอยู่แล้ว คำถามที่แท้จริงคือ ถ้าไม่มีโฆษณา เขาจะยังจองตรงไหม

วิธีทดสอบแบบง่ายสำหรับโรงแรมเล็ก

  1. เลือกช่วง 14 วันที่ไม่ใช่ไฮซีซันและไม่มีวันหยุดยาว
  2. จดตัวเลขก่อนปิด: จำนวนการจองตรง ยอดเงินจองตรง จำนวนการจอง OTA และคลิก organic จากคำค้นชื่อแบรนด์ใน Search Console
  3. ปิดแคมเปญ brand 14 วัน แต่ค้นชื่อโรงแรมบนมือถือทุกวันว่ามีใครโผล่แทนบ้าง
  4. เปิดกลับมา แล้วเทียบตัวเลข 14 วันก่อนปิด ช่วงปิด และ 14 วันหลังเปิด

ตัวเลขช่วงสั้นมีความผันผวนตามฤดูกาลและโปรโมชั่นได้ ให้ดูภาพรวมของทั้ง 3 ช่วงมากกว่าตัดสินจากวันใดวันหนึ่ง และถ้าโรงแรมคุณมีการจองตรงน้อยมาก เช่น ไม่ถึง 10 ครั้งต่อเดือน ผลทดสอบจะอ่านยาก ควรยืดช่วงทดสอบให้ยาวขึ้น

สัญญาณที่บอกว่าลดงบได้

  • Auction insights ไม่มีโดเมนอื่นแข่งเลยติดต่อกันหลายสัปดาห์
  • ปิดโฆษณาแล้วคลิก organic ชื่อแบรนด์เพิ่มขึ้นเกือบเท่ากับคลิกโฆษณาที่หายไป
  • ยอดจองตรงรวมช่วงปิดไม่ต่างจากช่วงเปิดอย่างมีนัยสำคัญ

ทางเลือกที่โรงแรมหลายแห่งใช้คือ ไม่ต้องเปิดตลอดปี แต่เปิดเฉพาะช่วงที่ OTA ยิงหนัก เช่น ก่อนวันหยุดยาว ช่วงไฮซีซัน หรือช่วงที่มีงานใหญ่ในจังหวัด แล้วลดหรือปิดในช่วงที่ไม่มีใครแข่ง

คุยกับ OTA เรื่องการยิงโฆษณาบนชื่อโรงแรมได้ไหม

คุยได้ และควรคุย เริ่มจากเปิดสัญญากับ OTA แต่ละรายดูว่ามีข้อกำหนดเรื่อง brand bidding หรือไม่ บางสัญญาเขียนไว้ บางสัญญาไม่ได้พูดถึง จากนั้นแจ้ง market manager ที่ดูแลโรงแรมคุณพร้อมภาพหน้าจอโฆษณาที่ใช้ชื่อโรงแรม

ผลที่ได้ไม่เหมือนกันทุกราย บางรายยอมเพิ่มชื่อโรงแรมเป็น negative keyword ให้ บางรายตอบว่าเป็นนโยบายการตลาดของบริษัทแม่ ให้เก็บอีเมลที่คุยกันไว้เป็นหลักฐาน และเช็กซ้ำทุกเดือนว่าโฆษณาหายไปจริงไหม

อีกช่องทางคือนโยบายเครื่องหมายการค้าของ Google ถ้าชื่อโรงแรมของคุณจดเครื่องหมายการค้าแล้ว เจ้าของเครื่องหมายสามารถยื่นเรื่องขอจำกัดการใช้ชื่อในข้อความโฆษณาของผู้อื่นได้ตามเงื่อนไขของ Google แต่โดยทั่วไปไม่ได้ห้ามการใช้เป็น keyword และผู้ขายที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องอาจยังใช้ได้ ผลจึงขึ้นกับกรณี ควรอ่านเงื่อนไขล่าสุดของ Google และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อนยื่น

ระหว่างรอ อย่าลืมว่าทางที่ได้ผลระยะยาวที่สุดคือทำให้เว็บตรงน่าจองกว่า OTA ในทุกจุดที่แขกเห็น ทั้งผลค้นหา organic, Google Business Profile ที่มีปุ่มเว็บไซต์ชัดเจน, กล่องราคาที่มีราคาเว็บตรงโผล่ และคำตอบจาก AI ที่อ้างถึงเว็บโรงแรมคุณ

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยเมื่อโรงแรมเริ่มยิง brand search

ข้อผิดพลาดที่แพงที่สุดคือยิงโดยไม่ได้แยกแคมเปญและไม่ได้ตั้ง conversion tracking ทำให้ไม่มีทางรู้ว่าคุ้มไหม รองลงมาคือปล่อยให้ระบบเปิด broad match และ recommendation อัตโนมัติ จนงบไหลไปกับคำที่ไม่เกี่ยวกับโรงแรม

  • รวม brand กับคำทั่วไป คำว่า "โรงแรม + จังหวัด" ค่าคลิกแพงกว่าชื่อแบรนด์หลายเท่า พอรวมกันงบจะหมดกับคำแพง และตัวเลขเฉลี่ยจะทำให้ brand ดูไม่คุ้ม
  • เปิด auto apply recommendations ระบบอาจเพิ่ม keyword แบบ broad หรือเพิ่มงบให้เองโดยที่คุณไม่ได้ตั้งใจ ให้ปิดแล้วอ่านคำแนะนำทีละข้อ
  • ไม่ได้อ่าน search terms report ให้เปิดดูทุกสัปดาห์ว่าแขกพิมพ์อะไรจริงก่อนกดโฆษณา แล้วเพิ่ม negative keyword
  • ราคาโฆษณาไม่ตรงกับราคาจริง price asset หรือข้อความที่ระบุราคาแต่ไม่ได้อัปเดตหลังปรับเรต ทำให้แขกรู้สึกโดนหลอก
  • ยิงแล้วลืม ไม่เคยทดสอบปิด ไม่เคยดู Auction insights จ่ายต่อไปเรื่อย ๆ ทั้งที่คู่แข่งหยุดยิงไปนานแล้ว

เช็กลิสต์ brand search สำหรับโรงแรม ทำเสร็จได้ในสัปดาห์เดียว

ถ้าทำครบทุกข้อด้านล่าง คุณจะรู้ได้ภายใน 1 เดือนว่าการยิงโฆษณาชื่อโรงแรมตัวเองคุ้มสำหรับโรงแรมคุณหรือไม่ โดยใช้ตัวเลขจริง ไม่ต้องเดา

  • ค้นชื่อโรงแรม 5 แบบ บนมือถือโหมดไม่ระบุตัวตน 3 ช่วงเวลา แล้วจดผล
  • ดู CTR ของคำค้นชื่อแบรนด์ใน Google Search Console
  • เช็ก rate parity ว่าราคาเว็บตรงไม่แพงกว่า OTA
  • เช็กว่าหน้าจองบนมือถือโหลดเร็วและกดจองได้ครบทุกขั้น
  • ตั้ง conversion tracking ที่นับทั้งจำนวนการจองและมูลค่า
  • สร้างแคมเปญ Brand แยก ใช้ exact และ phrase match เท่านั้น
  • ใส่ negative keyword กลุ่มสมัครงาน ขายกิจการ และชื่อโรงแรมที่คล้ายกัน
  • เขียนพาดหัวที่มีคำว่าเว็บไซต์ทางการ และสิทธิ์จองตรงที่จับต้องได้
  • เปิด sitelink, callout, call asset และ price asset
  • ตั้งงบเริ่มต้นวันละ 200 บาท และกำหนดค่าคลิกสูงสุด
  • ดู search terms report และ Auction insights ทุกสัปดาห์
  • คำนวณต้นทุนต่อการจองเทียบค่าคอม OTA หลังยิงครบ 4 สัปดาห์
  • วางแผนทดสอบปิด 14 วันในช่วง low season
  • แจ้ง market manager ของ OTA ที่ยิงชื่อโรงแรม พร้อมภาพหน้าจอ

สรุป: brand search คือการปกป้องแขกที่เป็นของคุณอยู่แล้ว

การยิง Google Ads ชื่อโรงแรมตัวเองไม่ใช่การหาแขกใหม่ แต่คือการกันไม่ให้แขกที่ตั้งใจมาหาคุณถูกพาไปจองผ่านช่องทางที่ต้องจ่ายค่าคอม จะคุ้มหรือไม่ขึ้นกับ 3 อย่าง คือมีคนแย่งคลิกชื่อคุณอยู่จริงไหม ต้นทุนต่อการจองต่ำกว่าค่าคอมแค่ไหน และเว็บตรงของคุณพร้อมรับแขกที่กดเข้ามาหรือยัง

โฆษณาเป็นแค่ประตูบานแรก สิ่งที่ทำให้แขกจองจริงคือราคาที่ไม่แพงกว่า OTA หน้าจองที่ใช้ง่าย และเหตุผลชัดเจนว่าทำไมต้องจองตรง ถ้าส่วนนี้ยังไม่พร้อม เงินโฆษณาทุกบาทจะรั่วออกไปทางเดียวกับที่แขกเดินออกไปจองที่ OTA

ก่อนตัดสินใจลงงบโฆษณา ลองสแกนเว็บโรงแรมของคุณฟรีที่หน้าแรก เพื่อดูว่าหน้าเว็บพร้อมรับแขกที่ค้นชื่อแบรนด์แล้วหรือยัง

FAQ

ควรยิง Google Ads ชื่อโรงแรมตัวเองไหม ในเมื่อเว็บติดอันดับ 1 อยู่แล้ว

ถ้าค้นชื่อโรงแรมบนมือถือแล้วมี OTA หรือคู่แข่งยิงโฆษณาอยู่เหนือเว็บคุณ การยิงชื่อตัวเองมักคุ้มเพราะต้นทุนต่อการจองต่ำกว่าค่าคอม OTA แต่ถ้าไม่มีใครยิงเลย อาจเป็นการจ่ายเงินซื้อคลิกที่ได้ฟรีอยู่แล้ว ควรทดสอบปิดช่วงสั้นเพื่อดูผลจริง

งบ brand search ของโรงแรมขนาดเล็กควรเริ่มที่เท่าไหร่

โรงแรมขนาดเล็กถึงกลางส่วนใหญ่เริ่มที่วันละประมาณ 200 บาทก็เพียงพอ เพราะจำนวนคนค้นชื่อแบรนด์มีจำกัด และค่าคลิกคำค้นชื่อแบรนด์มักต่ำกว่าคำทั่วไปมาก ให้ปรับงบตามตัวเลขจริงหลังยิงครบ 4 สัปดาห์

คำนวณว่าโฆษณาชื่อแบรนด์คุ้มกว่าค่าคอม OTA อย่างไร

นำค่าคลิกเฉลี่ยหารด้วยอัตราการจองต่อคลิก จะได้ต้นทุนต่อการจอง แล้วเทียบกับค่าคอม OTA ต่อการจอง เช่น ค่าคลิก 6 บาท อัตราจอง 5% ได้ต้นทุน 120 บาท เทียบกับค่าคอม 720 บาทจากยอดจอง 4,000 บาท

ขอให้ OTA หยุดยิงโฆษณาบนชื่อโรงแรมได้ไหม

ทำได้โดยเช็กสัญญากับ OTA แต่ละรายและแจ้ง market manager พร้อมภาพหน้าจอโฆษณา บางรายยอมเพิ่มชื่อโรงแรมเป็น negative keyword ให้ ส่วนโรงแรมที่จดเครื่องหมายการค้าแล้วยังยื่นเรื่องตามนโยบายเครื่องหมายการค้าของ Google ได้ แต่ผลขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละกรณี

ข้อความโฆษณาชื่อโรงแรมควรเขียนอย่างไรให้แขกเลือกเว็บตรง

พาดหัวควรบอกว่าเป็นเว็บไซต์ทางการ และใส่สิทธิ์จองตรงที่จับต้องได้ เช่น อาหารเช้าฟรีหรือเช็กเอาต์ช้า พร้อมเปิด sitelink และ callout เพื่อให้โฆษณาเด่นกว่า OTA และหลีกเลี่ยงคำว่าถูกที่สุดถ้าคุมราคาไม่ได้จริง

Want to know your hotel website score?

Free SEO, AEO, GEO and keyword scan in 30 seconds, no sign-up

Scan your hotel site free