ทุกปีพอเข้าเดือนพฤษภาคม โรงแรมฝั่งทะเลหลายแห่งเริ่มเห็นปฏิทินห้องว่างเป็นสีขาวยาวเหยียด ทีมขายเริ่มถามว่าลดราคาเลยไหม เจ้าของถามว่าทำไมคู่แข่งยังมีแขก ส่วนทีมการตลาดยิงโฆษณาเพิ่มแต่ยอดจองไม่ขยับ จากประสบการณ์ที่ผ่าน low season มา 15 รอบ ผมบอกได้ว่าโรงแรมที่ผ่านช่วงนี้ไปได้ดีไม่ใช่โรงแรมที่ลดราคาลึกที่สุด แต่เป็นโรงแรมที่รู้ว่าแขกกลุ่มไหนยังเดินทาง และเตรียมหน้าเว็บ แพ็กเกจ และข้อความให้คนกลุ่มนั้นเจอก่อนที่ช่วงเงียบจะมาถึง บทความนี้คือวิธีที่ใช้ได้จริงกับโรงแรมขนาดเล็กถึงกลางในไทย ตั้งแต่อ่านข้อมูลห้องว่างของตัวเอง ไปจนถึงแผน 8 สัปดาห์ที่ทีม 2 ถึง 3 คนทำได้

Low season ของโรงแรมไทยคือช่วงไหน และทำไมลดราคาอย่างเดียวถึงไม่พอ?

สำหรับโรงแรมส่วนใหญ่ในไทย low season คือช่วงฝนประมาณพฤษภาคมถึงตุลาคม แต่แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน และการลดราคาอย่างเดียวมักได้แค่แขกที่ไวต่อราคา ทำให้ราคาเฉลี่ยตกยาวไปถึงไฮซีซั่นถัดไป

ฝั่งอันดามันอย่างภูเก็ต กระบี่ เขาหลัก เงียบหนักช่วงมิถุนายนถึงกันยายนเพราะคลื่นลมแรง ฝั่งอ่าวไทยอย่างเกาะสมุยกลับเงียบช่วงพฤศจิกายนที่ฝนตกหนัก ส่วนภาคเหนืออย่างเชียงใหม่และน่านมีช่วงฝุ่นควันมีนาคมถึงเมษายนที่แขกหาย ทั้งที่อากาศช่วงฝนกลับเขียวสวย หัวหินและพัทยามีแขกกรุงเทพฯ ขับรถมาเที่ยวทุกสุดสัปดาห์ แต่วันจันทร์ถึงพฤหัสบดีห้องว่างเป็นครึ่งโรงแรม

ปัญหาของการลดราคาอย่างเดียวมี 3 ข้อ ข้อแรก แขกที่ยังเดินทางช่วงนี้ส่วนหนึ่งไม่ได้ตัดสินใจจากราคา แต่ตัดสินใจจากว่าที่พักตอบโจทย์ไหม เช่น ทำงานได้ไหม มีกิจกรรมตอนฝนตกไหม ข้อสอง เมื่อลดราคาบน OTA คู่แข่งในย่านก็ลดตาม สุดท้ายทุกคนได้แขกเท่าเดิมแต่รายได้ต่อห้องน้อยลง ข้อสาม แขกที่จองราคาต่ำจะจำราคานั้นไว้ และไม่ยอมจ่ายราคาปกติเมื่อกลับมาอีกครั้ง

ห้องว่างช่วง low season มาจากวันไหนบ้าง อ่านข้อมูลของตัวเองก่อนวางแผน

ก่อนคิดแคมเปญ ให้ดึงข้อมูลจาก PMS ย้อนหลัง 2 ปีแล้วแยกดูว่าห้องว่างกระจุกอยู่ที่วันไหนของสัปดาห์ เดือนไหน และหายไปจากช่องทางไหน เพราะคำตอบของแต่ละโรงแรมต่างกันมาก

แยกตามวันในสัปดาห์

โรงแรมส่วนใหญ่ที่ผมเคยดูข้อมูล วันศุกร์และเสาร์ช่วง low season ยังขายได้ 60 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ แต่วันอาทิตย์ถึงพฤหัสบดีเหลือ 25 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นแบบนี้ โจทย์ของคุณไม่ใช่ low season ทั้งเดือน แต่คือ 5 คืนธรรมดาที่ต้องหาแขกกลุ่มใหม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการลดราคาทั้งโรงแรม

แยกตามช่องทาง

เทียบสัดส่วนการจองจาก OTA เว็บตรง LINE โทรศัพท์ และกรุ๊ปเซลส์ ระหว่าง high season กับ low season ถ้าช่วงเงียบยอดจากกรุ๊ปและองค์กรหายไปมากที่สุด แปลว่าต้องเริ่มคุยกับลูกค้าองค์กรเร็วขึ้น ถ้ายอดจากเว็บตรงตกหนักกว่า OTA อาจแปลว่าแขกค้นไม่เจอเว็บคุณเลยในช่วงที่คนค้นด้วยคำว่า หน้าฝน หรือ วันธรรมดา

แยกตามระยะจองล่วงหน้า

ช่วง low season ระยะจองล่วงหน้ามักสั้นลง แขกไทยจำนวนมากจองก่อนเข้าพัก 3 ถึง 7 วัน ขณะที่ลูกค้าองค์กรและกรุ๊ปตัดสินใจล่วงหน้า 1 ถึง 3 เดือน ข้อมูลนี้บอกว่าคุณควรเริ่มขายให้แต่ละกลุ่มเมื่อไหร่ ถ้ารอให้ห้องว่างก่อนแล้วค่อยคิด จะไม่ทันกลุ่มที่ตัดสินใจล่วงหน้า

6 กลุ่มแขกที่ยังเดินทางช่วง low season

คำตอบสั้นคือ แขกไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่เปลี่ยนกลุ่ม โรงแรมที่ขายได้ช่วงเงียบคือโรงแรมที่เลือก 2 ถึง 3 กลุ่มที่เหมาะกับตัวเอง แล้วทำข้อเสนอเฉพาะให้ ไม่ใช่ขายแบบเดียวให้ทุกคน

1. คนทำงานทางไกลและแขกพักยาว

ฟรีแลนซ์ คนทำงานบริษัทที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้ และคนไทยที่อยากหนีเมืองไปทำงานริมทะเลสัก 1 ถึง 2 สัปดาห์ กลุ่มนี้สนใจ Wi-Fi ที่เร็วจริง โต๊ะทำงาน ปลั๊กใกล้โต๊ะ เครื่องซักผ้า และราคารายสัปดาห์ที่ชัดเจน มากกว่าสระว่ายน้ำวิวทะเล ถ้าห้องคุณมีโต๊ะทำงานดี ๆ ให้ถ่ายรูปและระบุความเร็วอินเทอร์เน็ตไว้บนหน้าเว็บเลย

2. งานราชการ สัมมนา และอบรมองค์กร

หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจหลายแห่งจัดอบรมและสัมมนาตามรอบงบประมาณ ช่วงกลางปีถึงก่อนสิ้นปีงบประมาณในเดือนกันยายนมักมีงานลักษณะนี้มาก บริษัทเอกชนก็นิยมจัดงานช่วงนี้เพราะราคาห้องประชุมและห้องพักต่อรองได้ง่ายกว่า ทีมขายควรเริ่มส่งข้อเสนอให้ลูกค้าองค์กรตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี

3. กลุ่มกีฬา ค่ายเยาวชน และกิจกรรมโรงเรียน

ทีมฟุตบอล ทีมวิ่ง ชมรมจักรยาน ค่ายภาษา และทัศนศึกษาของโรงเรียนต้องการห้องจำนวนมากในราคาที่คุมได้ และมักเดินทางวันธรรมดา กลุ่มนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกโรงแรม แต่สำหรับโรงแรม 3 ดาวที่มีห้องเตียงคู่เยอะและห้องอาหารจุคนได้ นี่คือกลุ่มที่เติมคืนวันอังคารถึงพฤหัสบดีได้ดี

4. แขกต่างชาติที่ฤดูกาลต่างจากไทย

แขกจากตะวันออกกลางเดินทางมาไทยช่วงฤดูร้อนของประเทศตัวเองซึ่งตรงกับฝนของเรา แขกจากบางประเทศในเอเชียมีวันหยุดยาวของตัวเองที่ไม่ตรงกับวันหยุดไทย ถ้าคุณดูรายงาน OTA แล้วเห็นสัญชาติไหนเพิ่มขึ้นช่วงกลางปี ให้ทำหน้าเว็บภาษานั้นและข้อเสนอที่ตรงความต้องการ เช่น ห้องครอบครัวขนาดใหญ่ หรืออาหารที่เหมาะกับแขกกลุ่มนั้น

5. คนในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง

staycation ของคนท้องถิ่น งานวันเกิด งานเลี้ยงรุ่น และคนที่มาใช้ห้องอาหารหรือสปา เป็นกลุ่มที่โรงแรมจำนวนมากมองข้าม ทั้งที่อยู่ห่างแค่ 30 ถึง 90 นาที ตัดสินใจเร็ว และกลับมาซ้ำได้หลายครั้งต่อปี ช่องทางที่ได้ผลกับกลุ่มนี้คือ LINE OA กลุ่ม Facebook ของจังหวัด และ Google Business Profile

6. แขกที่ชอบฝนและธรรมชาติจริง ๆ

สำหรับโรงแรมภาคเหนือ เขาใหญ่ และพื้นที่ภูเขา ช่วงฝนคือช่วงที่ป่าเขียว น้ำตกมีน้ำ และหมอกลงสวย มีแขกกลุ่มหนึ่งตั้งใจมาเที่ยวช่วงนี้โดยเฉพาะ ถ้าคุณมีรูปช่วงฝนที่สวยจริง ให้เลิกซ่อนมันและเอามาใช้เป็นจุดขาย

เพิ่มมูลค่าแทนลดราคา ทำแพ็กเกจ low season อย่างไรให้แขกรู้สึกคุ้ม?

หลักคือ ให้ของที่ต้นทุนจริงของโรงแรมต่ำแต่แขกรู้สึกว่ามีมูลค่าสูง แทนการตัดราคาห้องที่แขกเห็นบน OTA ทันที วิธีนี้รักษาราคาเฉลี่ยไว้ได้ และไม่ทำให้ rate parity เสียหาย

ตัวอย่างของที่ต้นทุนต่ำแต่แขกให้คุณค่า ได้แก่ late check-out ถึง 16.00 น. ในวันที่รู้อยู่แล้วว่าห้องไม่เต็ม เครดิตห้องอาหาร 500 บาทต่อการเข้าพัก ซึ่งต้นทุนอาหารจริงอยู่ราว 35 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนลดสปา คืนที่ 3 ราคาพิเศษ ซักรีดฟรีสำหรับแขกพักยาว หรือกิจกรรมในร่มอย่างคลาสทำอาหารไทยกับเชฟ

แนวทางผลต่อราคาเฉลี่ยผลต่อ OTA และ parityเหมาะกับใคร
ลดราคาห้อง 30 เปอร์เซ็นต์ทุกช่องทางลดลงทันทีและกลับขึ้นยากคู่แข่งลดตาม เกิดสงครามราคาใช้เฉพาะช่วงสั้นมากเมื่อจำเป็นจริง
แพ็กเกจห้องพักรวมเครดิตอาหารรักษาราคาห้องไว้ได้ขายบนเว็บตรงเป็นหลัก ไม่ชนราคา OTAstaycation คนในจังหวัด ครอบครัว
ราคารายสัปดาห์และรายเดือนต่อคืนต่ำลงแต่รายได้รวมสูงแยกจากราคารายคืนชัดเจนคนทำงานทางไกล แขกพักยาว
พัก 3 จ่าย 2 เฉพาะคืนวันธรรมดาลดเฉพาะคืนที่ว่างอยู่แล้วคุมเงื่อนไขได้ ไม่กระทบสุดสัปดาห์แขกไทยที่ลาพักได้ วัยเกษียณ
ราคากรุ๊ปพร้อมห้องประชุมและอาหารรายได้รวมต่อหัวสูงไม่ผ่าน OTA เลยองค์กร ราชการ กลุ่มกีฬา
สิทธิ์แขกเก่าผ่าน LINE OAลดเฉพาะกลุ่มที่ปิดไม่เห็นบนหน้าสาธารณะแขกที่เคยพักแล้ว

ข้อควรระวังคือ แพ็กเกจต้องมีของจริงที่ระบุได้ชัด ไม่ใช่แค่ตั้งชื่อใหม่ให้ราคาเดิม แขกสมัยนี้เปิดเทียบราคาทุกช่องทาง ถ้ารวมมูลค่าแล้วเท่ากับจองห้องเปล่าบน OTA แขกจะรู้สึกว่าถูกหลอก และอาจเขียนรีวิวถึงเรื่องนี้

ทำไมต้องเริ่ม SEO และให้ AI รู้จักแพ็กเกจก่อนเข้า low season อย่างน้อย 8 สัปดาห์?

เพราะ Google ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการเก็บและจัดอันดับหน้าใหม่ และ ChatGPT หรือ Google AI Overview จะหยิบข้อมูลที่หาเจอบนเว็บอยู่แล้วไปตอบ ถ้าทำหน้าเว็บตอนห้องเริ่มว่าง แขกที่ค้นหาช่วงนั้นจะเจอแต่ OTA และคู่แข่งที่เตรียมไว้ก่อน

คำค้นช่วง low season ต่างจากช่วงไฮซีซั่นชัดเจน คนไทยค้นว่า ที่พักหน้าฝน เชียงใหม่ ที่พักรายเดือน หัวหิน ที่พักทำงานได้ ริมทะเล โรงแรมจัดสัมมนา ใกล้กรุงเทพ หรือ ภูเก็ตหน้ามรสุม เที่ยวได้ไหม ส่วนคำถามที่คนพิมพ์ถาม AI มักยาวกว่า เช่น ไปเกาะช่วงกันยายนอันตรายไหม หรือ แนะนำที่พักหัวหินที่มี Wi-Fi แรงพักทั้งเดือน

สิ่งที่ควรมีบนเว็บโรงแรมก่อนเข้าช่วงเงียบ

  1. หน้าแพ็กเกจ low season ที่ใช้ URL ถาวร เช่น /packages/rainy-season ใช้ซ้ำได้ทุกปีโดยอัปเดตแค่ราคาและวันที่
  2. หน้าพักยาวรายสัปดาห์และรายเดือน ระบุราคา สิ่งที่รวม ความเร็ว Wi-Fi และรูปโต๊ะทำงานจริง
  3. หน้าห้องประชุมและสัมมนา บอกจำนวนคนที่รองรับ อุปกรณ์ เมนูอาหาร และวิธีขอใบเสนอราคา
  4. FAQ ที่ตอบคำถามช่วงฝนตรง ๆ เช่น ฝนตกทั้งวันไหม สระเปิดไหม เรือไปเกาะยังวิ่งไหม มีกิจกรรมในร่มอะไรบ้าง
  5. บทความเที่ยวรอบโรงแรมช่วงฝน เช่น 7 ที่เที่ยวในร่มใกล้โรงแรม หรือ น้ำตกที่สวยที่สุดช่วงสิงหาคม

คำถามช่วงฝนเป็นคำถามที่แขกกังวลจริง และ AI ชอบหยิบคำตอบที่ตรงและมีรายละเอียด ถ้าเว็บคุณตอบว่า ช่วงกรกฎาคมฝนมักตกช่วงบ่ายประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมง สระว่ายน้ำเปิดตามปกติ และมีคลาสทำอาหารในร่มทุกวันพุธ คำตอบแบบนี้มีโอกาสถูกนำไปตอบมากกว่าเว็บที่เขียนแค่ว่า ยินดีต้อนรับทุกฤดูกาล

อย่าลืมอัปเดต Google Business Profile ด้วย โพสต์แพ็กเกจใหม่ เพิ่มรูปช่วงฝนที่ดูดี และตอบคำถามในส่วน Q&A ให้ตรงกับข้อมูลบนเว็บ ข้อมูลที่ตรงกันทุกที่ช่วยให้ทั้ง Google และ AI มั่นใจว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง

แผน 8 สัปดาห์ก่อนเข้า low season สำหรับทีมการตลาด 2 ถึง 3 คน

แผนนี้ออกแบบให้ทีมเล็กทำได้ควบคู่กับงานประจำ โดยเริ่มนับถอยหลังจากวันที่ข้อมูลย้อนหลังบอกว่าห้องเริ่มว่าง ถ้าโรงแรมคุณเงียบตั้งแต่ 1 มิถุนายน ให้เริ่มสัปดาห์ที่ 1 ประมาณต้นเดือนเมษายน

สัปดาห์งานหลักผลที่ต้องได้
1ดึงข้อมูล PMS 2 ปี แยกวัน ช่องทาง และระยะจองล่วงหน้ารู้ว่าคืนไหนว่างมากที่สุด และกลุ่มไหนหายไป
2เลือก 2 ถึง 3 กลุ่มแขกเป้าหมาย ออกแบบแพ็กเกจและคิดต้นทุนกับฝ่ายครัวและแม่บ้านแพ็กเกจที่คำนวณกำไรแล้ว พร้อมเงื่อนไขชัด
3ทำหน้าแพ็กเกจ หน้าพักยาว และหน้าสัมมนาบนเว็บ พร้อม FAQ ช่วงฝนหน้าเว็บขึ้นจริงและส่งเข้า Search Console แล้ว
4ถ่ายรูปและคลิปช่วงฝน โต๊ะทำงาน กิจกรรมในร่ม อัปเดต Google Business Profileคลังรูปที่ใช้ได้ทั้งเว็บ OTA และโซเชียล
5ทีมขายส่งข้อเสนอให้ลูกค้าองค์กร ราชการ โรงเรียน และชมรมกีฬารายชื่อลูกค้าที่ติดต่อแล้ว พร้อมวันนัดตาม
6ส่งข้อความหาแขกเก่าผ่าน LINE OA และอีเมล ด้วยสิทธิ์เฉพาะแขกที่เคยพักยอดจองตรงล่วงหน้าชุดแรก
7เขียนบทความเที่ยวช่วงฝน 2 เรื่อง ปรับรายละเอียดบน OTA ให้ตรงกับเว็บเนื้อหาที่ตอบคำค้นช่วงฝนและส่งแขกไปหน้าแพ็กเกจ
8ตั้งตัวเลขเป้าหมายรายสัปดาห์ เช็กความเร็วเว็บและปุ่มจอง เตรียมโพสต์ล่วงหน้า 4 สัปดาห์ระบบพร้อมก่อนห้องเริ่มว่าง

จุดที่โรงแรมส่วนใหญ่พลาดคือสัปดาห์ที่ 5 ทีมการตลาดทำหน้าเว็บสวยแล้ว แต่ไม่มีใครโทรหาลูกค้าองค์กร งานกรุ๊ปช่วงฝนส่วนใหญ่ปิดได้จากการคุยกันตรง ๆ ไม่ใช่จากโฆษณา ให้แบ่งรายชื่อลูกค้าให้ชัดว่าใครรับผิดชอบรายไหน และนัดประชุมสั้น ๆ ทุกเช้าวันจันทร์ดูความคืบหน้า

ตัวอย่างจากโรงแรมไทย 2 แบบ ทำแล้วเห็นอะไรบ้าง

สองตัวอย่างนี้มาจากสถานการณ์ที่เจอบ่อยในโรงแรมขนาดเล็กถึงกลาง ตัวเลขเป็นตัวอย่างประกอบเพื่อให้เห็นวิธีคิด ผลจริงของแต่ละโรงแรมขึ้นกับทำเล ราคา และการลงมือทำ

โรงแรมขนาด 60 ห้องในหัวหิน

ปีก่อนหน้า โรงแรมนี้ลดราคาบน OTA ลง 35 เปอร์เซ็นต์ตลอดเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม อัตราเข้าพักวันธรรมดาขยับจากราว 30 เป็น 42 เปอร์เซ็นต์ แต่ราคาเฉลี่ยตกเกือบครึ่ง และแขกที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นแขกที่ไม่ใช้ห้องอาหารเลย ปีต่อมาทีมเปลี่ยนวิธี คงราคาห้องบน OTA ไว้ใกล้เดิม แล้วทำ 3 อย่าง คือ แพ็กเกจพักยาว 7 คืนสำหรับคนทำงานทางไกล พร้อมซักรีดและอาหารเช้า ข้อเสนอสัมมนาครึ่งวันให้บริษัทในกรุงเทพฯ และสิทธิ์พัก 3 จ่าย 2 เฉพาะวันอาทิตย์ถึงพฤหัสบดีให้แขกเก่าผ่าน LINE OA

ผลที่ทีมเห็นคือ อัตราเข้าพักวันธรรมดาใกล้เคียงกับปีที่ลดราคา แต่ราคาเฉลี่ยสูงกว่าชัดเจน รายได้ห้องอาหารเพิ่มจากแขกพักยาวและกรุ๊ปสัมมนา และสัดส่วนการจองตรงเพิ่มขึ้นเพราะแพ็กเกจหลักขายบนเว็บและ LINE เท่านั้น

รีสอร์ตขนาด 35 ห้องในเชียงใหม่

รีสอร์ตแห่งนี้อยู่ใกล้ดอย เคยซ่อนรูปช่วงฝนไว้เพราะกลัวแขกไม่มา ทีมลองทำหน้าเว็บใหม่ชื่อ ที่พักเชียงใหม่หน้าฝน ใส่รูปหมอกตอนเช้า น้ำตกใกล้รีสอร์ต และ FAQ เรื่องถนนขึ้นดอยช่วงฝน พร้อมแพ็กเกจรวมรถพาเที่ยวน้ำตกครึ่งวัน 3 เดือนต่อมา หน้านี้เริ่มมีคนเข้าจากคำค้น ที่พักหน้าฝน และ ที่พักเชียงใหม่ หมอก และเมื่อทีมลองถาม AI ว่าเที่ยวเชียงใหม่หน้าฝนพักที่ไหนดี ก็เริ่มเห็นชื่อรีสอร์ตปรากฏในบางคำตอบ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ตัวเลขอะไรที่ต้องดูทุกสัปดาห์ช่วง low season?

ให้ดู 5 ตัวเลขนี้ทุกเช้าวันจันทร์ ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที และตัดสินใจจากแนวโน้ม ไม่ใช่จากตัวเลขวันเดียว

ตัวเลขดูจากไหนสัญญาณที่ต้องทำอะไรต่อ
On the books ของ 30 วันข้างหน้า แยกวันธรรมดากับสุดสัปดาห์PMSถ้าต่ำกว่าปีก่อนเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ให้เร่งขายกลุ่มที่จองล่วงหน้าสั้น
ราคาเฉลี่ยต่อห้อง เทียบปีก่อนPMSถ้าตกแต่อัตราเข้าพักไม่ขึ้น แปลว่าลดราคาแล้วไม่ได้ผล
สัดส่วนการจองตรงเทียบ OTAPMS และ GA4ถ้าการจองตรงไม่ขยับ เช็กว่าหน้าแพ็กเกจถูกค้นเจอไหม
คนเข้าหน้าแพ็กเกจและอัตรากดจองGA4คนเข้าเยอะแต่ไม่จอง ให้ดูราคา เงื่อนไข และปุ่มจอง
จำนวนใบเสนอราคากรุ๊ปที่ส่งออกและปิดได้ทีมขายส่งน้อยกว่า 5 ใบต่อสัปดาห์ แปลว่าต้องเพิ่มการติดต่อลูกค้า

นอกจากตัวเลขภายใน ควรดูราคาและโปรของคู่แข่งในย่านทุกสัปดาห์ด้วย ไม่ใช่เพื่อลดตาม แต่เพื่อรู้ว่าแพ็กเกจของคุณยังดูคุ้มเมื่อแขกเปิดเทียบ

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ low season หนักกว่าที่ควร

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุดคือรอให้ห้องว่างก่อนแล้วค่อยแก้ ซึ่งทำให้เหลือทางเลือกเดียวคือลดราคา ข้ออื่นที่ตามมามีดังนี้

  • ลดราคาบน OTA แต่ลืมปรับเว็บตรง ทำให้เว็บตรงแพงกว่าและแขกไม่กลับมาจองตรงอีก
  • ตัดงบการตลาดทั้งหมดช่วงเงียบ ทั้งที่ช่วงนี้คือเวลาที่ต้นทุนต่อการจองจากแขกเก่าและคนในจังหวัดถูกที่สุด
  • ใช้รูปแดดจ้าท้องฟ้าใสตลอดปี แขกที่มาช่วงฝนเจอบรรยากาศไม่ตรงกับรูป แล้วรีวิวว่าผิดหวัง
  • ปิดห้องอาหารหรือลดชั่วโมงสระโดยไม่แจ้งบนเว็บ OTA และ Google Business Profile ทำให้ AI และแขกได้ข้อมูลผิด
  • ทำแพ็กเกจที่เงื่อนไขซับซ้อนจนพนักงานต้อนรับอธิบายไม่ได้ แขกถามทาง LINE แล้วได้คำตอบไม่ตรงกัน
  • ปิดปรับปรุงห้องบางส่วนแต่ไม่แจ้งแขกล่วงหน้า เสียงดังจากงานซ่อมกลายเป็นรีวิวลบที่อยู่ไปอีกหลายปี

เรื่องปิดปรับปรุงเป็นเรื่องที่ผมอยากเน้น low season คือเวลาที่ดีที่สุดในการซ่อมห้อง แต่ต้องแจ้งแขกทุกช่องทางอย่างตรงไปตรงมา จัดห้องให้ไกลจากโซนก่อสร้าง และให้ส่วนชดเชยเล็ก ๆ ล่วงหน้า แขกส่วนใหญ่รับได้ถ้ารู้ก่อน แต่รับไม่ได้ถ้ามารู้ตอนเช็กอิน

Checklist low season สำหรับโรงแรมขนาดเล็กถึงกลาง

ใช้ checklist นี้ตรวจความพร้อมก่อนเข้าช่วงเงียบอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ถ้ายังติ๊กไม่ครบเกินครึ่ง ให้เริ่มจากข้อที่เกี่ยวกับข้อมูลและหน้าเว็บก่อน

  • ดึงข้อมูลห้องว่างย้อนหลัง 2 ปี แยกวันในสัปดาห์ ช่องทาง และระยะจองล่วงหน้าแล้ว
  • เลือกกลุ่มแขกเป้าหมาย 2 ถึง 3 กลุ่ม และเขียนเหตุผลว่าทำไมโรงแรมเราเหมาะกับกลุ่มนั้น
  • แพ็กเกจทุกตัวคิดต้นทุนและกำไรร่วมกับฝ่ายครัว แม่บ้าน และบัญชีแล้ว
  • หน้าแพ็กเกจใช้ URL ถาวร มีราคา สิ่งที่รวม เงื่อนไข และปุ่มจองที่ใช้งานได้บนมือถือ
  • มีหน้าพักยาว หรือหน้าสัมมนา ตามกลุ่มที่เลือก
  • มี FAQ ช่วงฝนที่ตอบเรื่องอากาศ สระ การเดินทาง และกิจกรรมในร่มอย่างตรงไปตรงมา
  • ข้อมูลเวลาเปิดปิดห้องอาหาร สระ และสปา ตรงกันบนเว็บ OTA และ Google Business Profile
  • มีรูปและคลิปช่วงฝนที่สวยและตรงกับความจริงอย่างน้อย 15 รูป
  • ทีมขายมีรายชื่อลูกค้าองค์กร ราชการ โรงเรียน และชมรม พร้อมผู้รับผิดชอบแต่ละราย
  • เตรียมข้อความสิทธิ์แขกเก่าผ่าน LINE OA และอีเมลที่ได้รับความยินยอมตาม PDPA แล้ว
  • ตั้งตัวเลขเป้าหมายรายสัปดาห์ 5 ตัว และนัดเวลาดูทุกเช้าวันจันทร์
  • เช็กความเร็วเว็บ SSL และขั้นตอนจองบนมือถือว่าไม่มีจุดพัง

สรุป: low season ไม่ใช่ช่วงที่ต้องรอ แต่เป็นช่วงที่ต้องเตรียม

โรงแรมที่ผ่าน low season ได้ดีคือโรงแรมที่เปลี่ยนคำถามจาก จะลดราคาเท่าไหร่ เป็น ใครยังเดินทางอยู่ และเราเหมาะกับเขาตรงไหน เมื่อรู้คำตอบแล้ว ให้ทำแพ็กเกจที่เพิ่มมูลค่าแทนการตัดราคา เตรียมหน้าเว็บและ FAQ ให้ Google และ AI หาเจอล่วงหน้า 8 สัปดาห์ และให้ทีมขายคุยกับลูกค้ากรุ๊ปตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งหมดนี้ไม่ได้รับประกันว่าห้องจะเต็ม แต่ช่วยให้ราคาเฉลี่ยของคุณไม่ตกยาว และเริ่มต้นไฮซีซั่นถัดไปด้วยฐานแขกจองตรงที่ใหญ่ขึ้น

ก่อนเริ่มทำหน้าแพ็กเกจใหม่ ลองสแกนเว็บโรงแรมของคุณฟรีที่ หน้าแรก ก่อน จะได้รู้ว่า SEO, AEO และ keyword ของเว็บตอนนี้พร้อมให้แขกช่วงเงียบค้นเจอแค่ไหน

คำถามที่พบบ่อย

Low season ของโรงแรมในไทยคือช่วงเดือนไหน

โดยรวมคือช่วงฝนประมาณพฤษภาคมถึงตุลาคม แต่ต่างกันตามพื้นที่ ฝั่งอันดามันเงียบหนักช่วงมิถุนายนถึงกันยายน เกาะสมุยเงียบช่วงพฤศจิกายน ส่วนภาคเหนือมีช่วงฝุ่นควันมีนาคมถึงเมษายน ควรดูข้อมูล PMS ย้อนหลังของโรงแรมตัวเองเพื่อหาช่วงที่แท้จริง

ช่วง low season โรงแรมควรลดราคาไหม

ไม่ควรใช้การลดราคาเป็นเครื่องมือหลัก เพราะคู่แข่งมักลดตามและราคาเฉลี่ยจะตกยาว ทางที่ดีกว่าคือทำแพ็กเกจเพิ่มมูลค่า เช่น เครดิตห้องอาหาร late check-out หรือพัก 3 จ่าย 2 เฉพาะวันธรรมดา และขายผ่านเว็บตรงหรือ LINE OA

แขกกลุ่มไหนยังเดินทางช่วง low season

กลุ่มหลักคือคนทำงานทางไกลและแขกพักยาว งานสัมมนาราชการและองค์กร กลุ่มกีฬาและค่ายเยาวชน แขกต่างชาติที่ฤดูกาลต่างจากไทย คนในจังหวัดใกล้เคียง และแขกที่ชอบธรรมชาติช่วงฝน ควรเลือก 2 ถึง 3 กลุ่มที่เหมาะกับโรงแรมแล้วทำข้อเสนอเฉพาะ

ควรเริ่มเตรียมการตลาด low season ล่วงหน้ากี่สัปดาห์

แนะนำอย่างน้อย 8 สัปดาห์ก่อนห้องเริ่มว่าง เพราะ Google ต้องใช้เวลาเก็บและจัดอันดับหน้าใหม่ และลูกค้าองค์กรหรือกรุ๊ปมักตัดสินใจล่วงหน้า 1 ถึง 3 เดือน ถ้ารอให้ห้องว่างก่อนจะเหลือทางเลือกแค่การลดราคา

ทำยังไงให้ ChatGPT และ Google AI แนะนำโรงแรมช่วงหน้าฝน

ทำหน้าแพ็กเกจและ FAQ ช่วงฝนที่ตอบคำถามจริงของแขกอย่างละเอียด เช่น ฝนตกช่วงไหน สระเปิดไหม มีกิจกรรมในร่มอะไร และให้ข้อมูลตรงกันทั้งบนเว็บ OTA และ Google Business Profile วิธีนี้เพิ่มโอกาสที่ AI จะหยิบข้อมูลไปตอบ แต่ไม่มีใครรับประกันผลได้

อยากรู้ว่าเว็บโรงแรมคุณได้กี่คะแนน

สแกน SEO, AEO, GEO และ keyword ฟรีใน 30 วินาที ไม่ต้องสมัคร

สแกนเว็บโรงแรมฟรี