ทุกครั้งที่ยอดจองช่วง low season ตก คำถามแรกในห้องประชุมมักเป็นคำถามเดิม: "ลดราคาอีกสัก 10% ดีไหม" หรือ "เข้าโปรแกรมที่ OTA เสนอมาเลยดีไหม จะได้ขึ้นอันดับ" ผมทำการตลาดโรงแรมในไทยมา 15 ปี และเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าโรงแรมจำนวนมากรีบเลือกสองทางนี้ ทั้งที่หน้าโรงแรมบน OTA ของตัวเองยังมีจุดรั่วอีกหลายจุด ซึ่งแก้ได้ฟรีใน extranet

บทความนี้เขียนให้คนทำการตลาด ผู้จัดการ และเจ้าของโรงแรมขนาดเล็กถึงกลาง ที่อยากให้โรงแรมขยับขึ้นมาในผลค้นหาของ Agoda และ Booking โดยไม่ต้องเริ่มจากการลดราคาหรือยอมจ่ายค่าคอมเพิ่ม เราจะดูว่า OTA ใช้อะไรเรียงโรงแรม อ่านตัวเลข 4 ตัวที่บอกว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แล้วไล่แก้ทีละจุดตามลำดับความคุ้มค่า

ทำไมโรงแรมของคุณจมอยู่หน้า 3 บน OTA ทั้งที่ราคาไม่ได้แพงกว่าใคร?

เพราะ OTA ไม่ได้เรียงโรงแรมจากราคาอย่างเดียว แต่เรียงจากโอกาสที่แขกจะกดจองจริงและเข้าพักจริง ซึ่งวัดจากอัตราการจองต่อคนดู คะแนนรีวิว ความครบของข้อมูล ห้องว่างที่เปิดขาย และค่าคอมที่ OTA ได้ ราคาเป็นแค่หนึ่งในหลายปัจจัย

ลองคิดจากมุมของ OTA: เขามีพื้นที่บนหน้าแรกของผลค้นหาจำกัด ถ้าเอาโรงแรมที่มีคนเปิดดู 100 คนแล้วจองแค่ 1 คนขึ้นไปไว้ด้านบน เขาเสียรายได้ เทียบกับโรงแรมที่มีคนดู 100 คนแล้วจอง 4 คน ระบบย่อมดันโรงแรมหลังขึ้นมามากกว่า ต่อให้ราคาแพงกว่าเล็กน้อยก็ตาม

ตัวอย่างที่ผมเจอจริง: โรงแรมขนาด 60 ห้องในหัวหิน ตั้งราคาต่ำกว่าคู่แข่งในซอยเดียวกันประมาณ 200 บาทต่อคืน แต่ยังอยู่หน้า 3 พอเปิดหน้าโรงแรมบน OTA ดู พบว่ารูปแรกเป็นรูปล็อบบี้มืด ๆ คำอธิบายห้องยังเขียนว่ามีสระว่ายน้ำเด็กซึ่งปิดไปแล้ว 2 ปี และรีวิวล่าสุดที่ไม่ได้ตอบมีอยู่ 30 กว่ารีวิว แขกเห็นราคาถูก กดเข้ามาดู แล้วก็ปิดออกไป ระบบ OTA เห็นพฤติกรรมนี้ทุกวัน

OTA ใช้อะไรเรียงโรงแรมในผลค้นหา

สรุปสั้นที่สุดคือ 6 กลุ่มปัจจัย: conversion ของหน้าโรงแรม, คะแนนและความสดของรีวิว, ความครบของ content, ราคาเมื่อเทียบกับตลาดรวมถึง rate parity, ห้องว่างและเงื่อนไขการจอง และค่าคอมหรือโปรแกรมที่โรงแรมเข้าร่วม แต่ละ OTA ให้น้ำหนักไม่เท่ากันและไม่เปิดเผยสูตรเต็ม สิ่งที่เราทำได้คือดูแลทุกปัจจัยที่อยู่ในมือเรา

กลุ่มปัจจัยOTA ดูอะไรโรงแรมคุมได้แค่ไหนต้นทุนในการแก้
Conversion ของหน้าโรงแรมคนเห็นในผลค้นหากี่คน กดเข้าดูกี่คน จองกี่คนสูง ผ่านรูป ข้อความ ราคา และนโยบายต่ำ ใช้แค่เวลา
รีวิวคะแนนเฉลี่ย จำนวนรีวิว รีวิวใหม่ล่าสุด การตอบรีวิวปานกลาง ต้องแก้ที่บริการจริงด้วยต่ำถึงปานกลาง
ความครบของ contentรูป สิ่งอำนวยความสะดวก ประเภทห้อง นโยบาย ข้อมูลภาษาต่าง ๆสูงมากต่ำ
ราคาและ parityราคาเทียบโรงแรมใกล้เคียง และราคาที่อื่นถูกกว่าหรือไม่สูงอาจกระทบรายได้ ต้องคิดก่อนขยับ
ห้องว่างและเงื่อนไขเปิดขายครบทุกวันไหม มี minimum stay หรือปิดขายบ่อยไหม ยกเลิกเยอะไหมสูงต่ำ
ค่าคอมและโปรแกรมเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มการมองเห็นหรือไม่สูง แต่มีต้นทุนทุกการจองสูง จ่ายตลอดเวลาที่อยู่ในโปรแกรม

ดูจากตารางแล้วจะเห็นว่า 4 กลุ่มแรกแก้ได้แทบฟรี แต่กลุ่มสุดท้ายแพงที่สุด ลำดับการทำงานจึงควรเริ่มจากบนลงล่าง ไม่ใช่กระโดดไปข้อสุดท้ายก่อน

อ่าน 4 ตัวเลขใน extranet ก่อนแก้อะไร

ก่อนลงมือแก้ ให้เปิดรายงานใน extranet ของแต่ละ OTA แล้วจด 4 ตัวเลขนี้ย้อนหลัง 30 วัน: จำนวนครั้งที่โรงแรมโผล่ในผลค้นหา, อัตราการกดเข้าหน้าโรงแรม, อัตราการจองจากคนที่เข้าหน้าโรงแรม และอัตราการยกเลิก ตัวเลขชุดนี้บอกได้ว่าปัญหาอยู่ที่ "คนไม่เห็น" หรือ "เห็นแล้วไม่กด" หรือ "กดแล้วไม่จอง"

1. จำนวนครั้งที่โผล่ในผลค้นหา

ถ้าตัวเลขนี้ต่ำกว่าคู่แข่งในพื้นที่เดียวกันมาก แปลว่าระบบยังไม่ดันคุณขึ้นมา ส่วนใหญ่มาจากห้องว่างที่เปิดขายน้อย ปิดขายบ่อย ตั้ง minimum stay ยาวเกินไป หรือ conversion เดิมต่ำจนระบบลดอันดับ

2. อัตราการกดเข้าหน้าโรงแรม

คนเห็นการ์ดโรงแรมในผลค้นหา แต่ไม่กดเข้ามา สาเหตุหลักมี 3 อย่าง คือรูปแรกไม่ดึงดูด ราคาที่โชว์ดูแพงเมื่อเทียบกับการ์ดข้าง ๆ และคะแนนรีวิวต่ำกว่าเพื่อนบ้าน

3. อัตราการจองจากคนที่เข้าหน้าโรงแรม

คนกดเข้ามาแล้วแต่ไม่จอง แปลว่าหน้าโรงแรมไม่ตอบคำถามที่แขกมีในหัว เช่น ห้องนี้นอนได้กี่คน มีที่จอดรถไหม ห่างทะเลกี่นาที หรือนโยบายยกเลิกเข้มเกินไป ตัวเลขนี้คือตัวที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุด เพราะแก้ได้เองทั้งหมด

4. อัตราการยกเลิก

ยกเลิกสูงทำให้ OTA มองว่าการจองของคุณไม่มั่นคง บางครั้งเป็นเพราะเปิดยกเลิกฟรีถึงวันเข้าพัก แขกเลยจองกันไว้หลายที่ หรือเป็นเพราะข้อมูลบนหน้าไม่ตรงความจริง แขกอ่านรีวิวเพิ่มแล้วเปลี่ยนใจ

เคล็ดลับจากหน้างาน: อย่าดูตัวเลขของตัวเองอย่างเดียว ให้ดูค่าเทียบกับกลุ่มคู่แข่งที่ extranet มักแสดงไว้ด้วย ถ้าอัตราการจองของคุณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของพื้นที่ครึ่งหนึ่ง นั่นคือสัญญาณว่าหน้าโรงแรมมีปัญหา ไม่ใช่ราคา

9 จุดใน extranet ที่ควรแก้ก่อนคิดลดราคา

ทั้ง 9 จุดนี้เรียงตามความคุ้มค่า ทำได้ภายใน 2 สัปดาห์ด้วยทีมการตลาด 1 คนร่วมกับฝ่ายต้อนรับ และไม่มีจุดไหนต้องลดราคาเลย

จุดที่ 1: รูปแรกและ 5 รูปแรก

รูปแรกคือสิ่งที่ตัดสินว่าแขกจะกดเข้ามาหรือไม่ ใช้รูปที่ขายจุดเด่นที่สุดของโรงแรม เช่น ห้องที่มีวิวทะเล สระว่ายน้ำตอนแดดดี หรือห้องที่ขายดีที่สุด ไม่ใช่รูปป้ายหน้าโรงแรมหรือล็อบบี้ 5 รูปแรกควรตอบคำถามว่า ห้องหน้าตาแบบไหน เตียงใหญ่แค่ไหน ห้องน้ำสะอาดไหม และมีอะไรให้ทำนอกห้อง รูปควรเป็นแนวนอน สว่าง และเป็นรูปจริงปัจจุบัน

จุดที่ 2: รูปแยกตามประเภทห้อง

หลายโรงแรมใส่รูปห้องดีลักซ์ไว้ในทุกประเภทห้อง แขกจองห้องสแตนดาร์ดแล้วผิดหวัง รีวิวลบตามมา ให้แต่ละประเภทห้องมีรูปของห้องนั้นอย่างน้อย 6 รูป รวมห้องน้ำ วิวจากหน้าต่าง และมุมกว้างทั้งห้อง

จุดที่ 3: สิ่งอำนวยความสะดวกติ๊กให้ครบ

แขกใช้ตัวกรองในหน้า OTA เยอะมาก เช่น ที่จอดรถฟรี สระว่ายน้ำ รับสัตว์เลี้ยง มีอาหารเช้า ห้องครอบครัว ถ้าคุณมีแต่ไม่ได้ติ๊กในระบบ โรงแรมคุณจะหายไปจากผลค้นหาทันทีที่แขกเปิดตัวกรองนั้น ผมเคยเห็นรีสอร์ต 24 ห้องในเชียงคานที่มีที่จอดรถฟรี 20 คัน แต่ไม่ได้ติ๊กไว้ในระบบ แขกที่ขับรถมาเองซึ่งเป็นกลุ่มหลักของพื้นที่จึงมองไม่เห็นรีสอร์ตเลย

จุดที่ 4: คำอธิบายโรงแรมและห้องที่ตอบคำถามจริง

เขียนให้สั้นและเฉพาะเจาะจง ระบุระยะทางเป็นนาทีไปยังจุดที่แขกสนใจ เช่น เดิน 3 นาทีถึงหาด ขับรถ 15 นาทีถึงสนามบิน บอกขนาดห้องเป็นตารางเมตร ชนิดเตียง จำนวนคนที่นอนได้ และเงื่อนไขเด็กให้ชัด หลีกเลี่ยงคำกว้าง ๆ อย่าง "บรรยากาศดี ใกล้แหล่งท่องเที่ยว" ที่ทุกโรงแรมเขียนเหมือนกัน

จุดที่ 5: ข้อมูลภาษาอังกฤษและภาษาของตลาดหลัก

OTA มักแปลอัตโนมัติให้ แต่คำแปลอัตโนมัติของชื่อห้องและนโยบายมักผิดจนแขกต่างชาติไม่แน่ใจ ถ้าแขกจีนหรือเกาหลีเป็นตลาดหลัก ให้ตรวจข้อความภาษานั้นอย่างน้อยในส่วนชื่อห้อง นโยบายเด็ก และการเดินทาง

จุดที่ 6: นโยบายยกเลิกที่สมดุล

นโยบายเข้มเกินไปทำให้คนไม่กดจอง หลวมเกินไปทำให้ยกเลิกสูง ทางที่ใช้ได้ผลกับหลายโรงแรมคือเปิด 2 ทางเลือกในห้องเดียวกัน คือราคาที่ยกเลิกฟรีถึง 3 ถึง 7 วันก่อนเข้าพัก กับราคาไม่คืนเงินที่ถูกกว่า 8% ถึง 12% แขกได้เลือก และคุณยังคุมอัตรายกเลิกได้

จุดที่ 7: ห้องว่างและ minimum stay

ถ้าคุณปิดขายบน OTA เร็วเกินไปเพราะกลัวขายเกิน หรือตั้ง minimum stay 2 คืนทั้งเดือน ระบบจะเห็นว่าโรงแรมคุณมีให้จองน้อย อันดับจะตกตาม ให้ตั้ง minimum stay เฉพาะคืนที่ดีมานด์สูงจริง เช่น คืนวันเสาร์ช่วงวันหยุดยาว และเชื่อม channel manager ให้ allotment อัปเดตแบบเรียลไทม์แทนการกั๊กห้อง

จุดที่ 8: ตอบรีวิวให้ครบและเร็ว

ตอบรีวิวใหม่ภายใน 48 ชั่วโมง ทั้งบวกและลบ แขกที่กำลังตัดสินใจอ่านคำตอบของโรงแรมพอ ๆ กับอ่านรีวิว และการตอบสม่ำเสมอยังสะท้อนว่าโรงแรมนี้มีคนดูแล อีกเรื่องที่สำคัญคือความสดของรีวิว คะแนน 8.6 จากรีวิวเมื่อ 2 ปีก่อน มีน้ำหนักน้อยกว่าคะแนน 8.4 จากรีวิวเดือนนี้ในสายตาแขก

จุดที่ 9: ราคาบนทุกช่องทางต้องไม่ขัดกัน

ถ้า OTA ตรวจพบว่าราคาที่อื่นถูกกว่า บางเจ้าจะลดการมองเห็นหรือติดป้ายเตือน ให้เช็กว่าราคาบนเว็บตรง OTA อื่น และตัวแทนขายส่งไม่ได้หลุดออกมาต่ำกว่าที่ตั้งไว้ ส่วนสิทธิพิเศษสำหรับแขกจองตรง ให้ใช้เป็นของแถมหรือสิทธิ์สมาชิก แทนการตั้งราคาสาธารณะที่ต่ำกว่า

ควรเข้าโปรแกรมเพิ่มการมองเห็นที่แลกกับค่าคอมเพิ่มไหม?

ควรเข้าเมื่อคุณแก้ 9 จุดข้างบนครบแล้ว และคำนวณแล้วว่ายอดจองที่เพิ่มขึ้นคุ้มกับค่าคอมที่จ่ายเพิ่มในทุกการจอง ไม่ใช่เฉพาะการจองที่เพิ่มขึ้น ถ้าหน้าโรงแรมยัง convert ไม่ดี การเข้าโปรแกรมเท่ากับจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้คนเห็นหน้าที่ไม่ขาย

วิธีคิดแบบง่ายที่ผมใช้กับ GM ทุกคน: สมมติโรงแรมได้ยอดจองจาก OTA นั้นเดือนละ 400,000 บาท ค่าคอมปกติ 15% ถ้าโปรแกรมให้จ่ายเพิ่มอีก 3% คุณจะจ่ายเพิ่ม 12,000 บาทต่อเดือนตั้งแต่ยอดเดิม ยอดจองต้องเพิ่มขึ้นมากพอให้กำไรส่วนเพิ่มหลังหักค่าคอม ต้นทุนห้องและอาหารเช้า สูงกว่าเงิน 12,000 บาทนี้ ถ้ายอดเพิ่มแค่ 50,000 บาท อาจขาดทุนด้วยซ้ำ

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

  • ทดลองเข้าโปรแกรมเป็นช่วงสั้น เช่น 60 วัน และเลือกช่วงที่ดีมานด์ปกติ เพื่อไม่ให้ฤดูกาลหลอกตัวเลข
  • จดตัวเลข 4 ตัวจากหัวข้อก่อนหน้าไว้ก่อนเข้า แล้วเทียบหลังออก
  • ถ้ายอดจองเพิ่มแต่เป็นแขกที่ปกติจองตรงอยู่แล้ว ถือว่าไม่ได้ยอดใหม่ เป็นการย้ายช่องทางที่แพงขึ้น
  • ส่วนลดสมาชิกของ OTA ให้ตั้งเฉพาะประเภทห้องหรือช่วงวันที่ขายยาก ไม่ต้องเปิดทั้งโรงแรมทุกวัน

ติดอันดับบน OTA แล้ว จะยิ่งพึ่ง OTA มากขึ้นไหม?

ไม่จำเป็น ถ้าคุณวางให้ OTA เป็นป้ายโฆษณาที่ทำให้แขกรู้จักโรงแรม แล้วมีเว็บตรงที่พร้อมรับแขกที่ค้นชื่อโรงแรมต่อ แขกจำนวนไม่น้อยเห็นโรงแรมบน OTA แล้วมาค้นชื่อใน Google เพื่อดูรูปเพิ่ม อ่านรีวิว หรือเช็กราคาเว็บตรงก่อนตัดสินใจ

ปัญหาคือโรงแรมส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมรับแขกกลุ่มนี้ ค้นชื่อแล้วเจอ OTA ก่อนเว็บตรง หรือเข้าเว็บแล้วปุ่มจองหาไม่เจอ ราคาแพงกว่า แขกก็วกกลับไปจองที่ OTA เหมือนเดิม การทำอันดับบน OTA จึงควรเดินคู่กับการทำ SEO ชื่อโรงแรม Google Business Profile และสิทธิพิเศษสำหรับแขกจองตรง

ตัวอย่าง: บูทีคโฮเทล 32 ห้องในเชียงใหม่ แก้หน้าบน OTA ตามแนวทางข้างต้นจนจำนวนครั้งที่โผล่ในผลค้นหาเพิ่มขึ้นชัดเจน ในเดือนเดียวกันทีมเพิ่มข้อความบนเว็บตรงว่าจองตรงได้รถรับส่งสนามบินฟรีและเช็กเอาต์ 14:00 ผลที่ทีมเห็นคือคนค้นชื่อโรงแรมใน Google เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และสัดส่วนจองตรงไม่ได้ลดลงแม้ยอดจองจาก OTA โตขึ้น ผลแบบนี้ไม่ได้เกิดกับทุกโรงแรม แต่แสดงให้เห็นว่าสองช่องทางไม่จำเป็นต้องแย่งกัน

OTA ที่ดีคือ OTA ที่ทำให้คนรู้จักคุณ ไม่ใช่ OTA ที่ทำให้แขกเก่าลืมว่าคุณมีเว็บตรง

แผน 14 วัน ทำให้หน้าโรงแรมบน OTA พร้อมขาย

ถ้าทีมมีเวลาจำกัด ให้ทำตามแผนนี้ วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง เมื่อครบ 14 วันแล้ว รออีก 30 วันค่อยวัดผลด้วยตัวเลข 4 ตัวเดิม เพราะระบบ OTA ต้องใช้เวลาเก็บพฤติกรรมแขกใหม่ก่อนจะปรับอันดับ

  1. วันที่ 1 ถึง 2: จด 4 ตัวเลขย้อนหลัง 30 วัน ของทุก OTA ที่ขายอยู่ พร้อมค่าเทียบกับคู่แข่งในพื้นที่
  2. วันที่ 3 ถึง 4: เปิดหน้าโรงแรมบนมือถือในฐานะแขก ค้นด้วยวันที่และจำนวนคนแบบที่แขกจริงใช้ จดทุกจุดที่สะดุด
  3. วันที่ 5 ถึง 6: จัดเรียงรูปใหม่ เปลี่ยนรูปแรก ลบรูปเก่าหรือรูปที่ไม่ตรงความจริง และแยกรูปตามประเภทห้อง
  4. วันที่ 7: ไล่ติ๊กสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบ ร่วมกับหัวหน้าแม่บ้านและฝ่ายต้อนรับ
  5. วันที่ 8 ถึง 9: เขียนคำอธิบายโรงแรมและห้องใหม่ ใส่ระยะทาง ขนาดห้อง ชนิดเตียง และเงื่อนไขเด็ก ตรวจภาษาอังกฤษและภาษาของตลาดหลัก
  6. วันที่ 10: ปรับนโยบายยกเลิกเป็น 2 ทางเลือก และทบทวน minimum stay กับการปิดขาย
  7. วันที่ 11 ถึ 12: ตอบรีวิวค้างทั้งหมด ตั้งคนรับผิดชอบตอบรีวิวใหม่ภายใน 48 ชั่วโมง
  8. วันที่ 13: เช็กราคาบนทุกช่องทางให้ไม่ขัดกัน
  9. วันที่ 14: สรุปสิ่งที่แก้ให้ GM และนัดวันวัดผลอีก 30 วันข้างหน้า

เช็กลิสต์สำหรับพิมพ์แปะข้างโต๊ะทีมการตลาด

  • รูปแรกเป็นจุดขายที่ดีที่สุด สว่าง และเป็นรูปปัจจุบัน
  • ทุกประเภทห้องมีรูปของห้องนั้นอย่างน้อย 6 รูป
  • สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีจริงติ๊กครบ โดยเฉพาะที่จอดรถ สระว่ายน้ำ อาหารเช้า และสัตว์เลี้ยง
  • ไม่มีข้อมูลเก่า เช่น สิ่งอำนวยความสะดวกที่ปิดไปแล้ว หรือเวลาเช็กอินเดิม
  • คำอธิบายระบุระยะทางเป็นนาที ขนาดห้อง ชนิดเตียง และจำนวนคนที่นอนได้
  • ชื่อห้องและนโยบายในภาษาของตลาดหลักอ่านแล้วเข้าใจ
  • มีราคาที่ยกเลิกได้และราคาไม่คืนเงินให้แขกเลือก
  • minimum stay ตั้งเฉพาะคืนที่ดีมานด์สูง
  • ห้องว่างอัปเดตอัตโนมัติผ่าน channel manager
  • รีวิวใหม่ทุกรีวิวได้รับคำตอบภายใน 48 ชั่วโมง
  • ราคาบนเว็บตรงและทุก OTA ไม่ขัดกัน
  • คำนวณความคุ้มก่อนเข้าโปรแกรมเพิ่มการมองเห็นทุกครั้ง

ผิดพลาดบ่อยแค่ไหน และอะไรที่ไม่ควรทำ

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือแก้ทุกอย่างพร้อมกันในวันเดียว แล้ววัดผลหลัง 3 วัน ทำให้สรุปผิดว่าไม่ได้ผล ระบบ OTA ต้องใช้เวลาเก็บข้อมูล และฤดูกาลก็ทำให้ตัวเลขแกว่งได้มาก

เรื่องอื่นที่ผมอยากเตือนจากประสบการณ์

  • อย่าใช้รูปที่แต่งจนห้องดูใหญ่หรือสว่างกว่าความจริง ได้คลิกเพิ่มแต่ได้รีวิวลบตามมา และรีวิวลบส่งผลต่ออันดับยาวกว่าที่คลิกช่วยได้
  • อย่าลดราคาเป็นวิธีแรก เพราะเมื่อลดแล้วขึ้นกลับยาก แขกจำราคาเดิมได้ และคู่แข่งอาจลดตาม
  • อย่าปล่อยให้ข้อมูลบน OTA แต่ละเจ้าไม่ตรงกัน เช่น เจ้าหนึ่งบอกอาหารเช้าถึง 10:00 อีกเจ้าบอก 10:30 แขกจะสับสน และ AI ที่ดึงข้อมูลจากหลายแหล่งก็อาจตอบผิดตามไปด้วย
  • อย่าขอให้แขกให้คะแนนเต็มแลกกับของแถม ผิดนโยบายของ OTA และเสี่ยงโดนลบรีวิวหรือลงโทษบัญชี

สุดท้าย อันดับบน OTA เป็นผลลัพธ์ปลายทางของสิ่งที่แขกเห็นและรู้สึก ทั้งบนหน้าจอและตอนเข้าพักจริง ถ้าหน้าโรงแรมบอกความจริงครบ รูปตรง คำตอบชัด และรีวิวสะท้อนบริการที่ดี ระบบมีแนวโน้มจะดันคุณขึ้นมาเองโดยไม่ต้องเริ่มจากการตัดราคา ระหว่างที่จัดหน้าบน OTA ลองเช็กไปด้วยว่าเว็บตรงพร้อมรับแขกที่ค้นชื่อโรงแรมต่อแค่ไหน โดยสแกนเว็บโรงแรมฟรีได้ที่ หน้าแรก

คำถามที่พบบ่อย

Agoda และ Booking เรียงอันดับโรงแรมจากราคาถูกที่สุดใช่ไหม

ไม่ใช่ ราคาเป็นแค่หนึ่งปัจจัย OTA ดูอัตราการจองต่อคนที่เข้าดู คะแนนและความสดของรีวิว ความครบของข้อมูล ห้องว่าง อัตรายกเลิก และค่าคอมประกอบกัน โรงแรมที่ราคาถูกแต่หน้าไม่ขายจึงอาจอยู่อันดับต่ำกว่าโรงแรมที่แพงกว่า

แก้หน้าโรงแรมบน OTA แล้วต้องรอนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล

ควรรออย่างน้อย 30 วันหลังแก้เสร็จแล้วค่อยวัดผล เพราะระบบต้องเก็บพฤติกรรมของแขกชุดใหม่ก่อน และควรเทียบกับช่วงเดียวกันที่มีดีมานด์ใกล้เคียงกัน ผลที่ได้ขึ้นกับพื้นที่ ฤดูกาล และคู่แข่ง

ควรเข้าโปรแกรมเพิ่มการมองเห็นที่ต้องจ่ายค่าคอมเพิ่มไหม

ควรพิจารณาหลังแก้หน้าโรงแรมให้ convert ดีแล้วเท่านั้น และต้องคำนวณว่ากำไรจากยอดจองที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าคอมส่วนเพิ่มที่จ่ายจากทุกการจอง ไม่ใช่เฉพาะการจองใหม่ แนะนำให้ทดลองเป็นช่วงสั้นประมาณ 60 วันแล้ววัดตัวเลขก่อนและหลัง

การทำอันดับบน OTA จะทำให้ยอดจองตรงลดลงไหม

ไม่จำเป็น ถ้าเว็บตรงพร้อมรับแขกที่เห็นโรงแรมบน OTA แล้วมาค้นชื่อใน Google ต่อ เช่น ขึ้นอันดับชื่อโรงแรมได้ ปุ่มจองชัด และมีสิทธิพิเศษสำหรับแขกจองตรง OTA จะทำหน้าที่เหมือนป้ายโฆษณาที่ช่วยให้คนรู้จักโรงแรม

อยากรู้ว่าเว็บโรงแรมคุณได้กี่คะแนน

สแกน SEO, AEO, GEO และ keyword ฟรีใน 30 วินาที ไม่ต้องสมัคร

สแกนเว็บโรงแรมฟรี